ตอน 15
posted on 19 May 2007 15:48 by arshura09 in silence-IIตอน 15
อเมทิสต์นอนพลิกตัวไปมาบนเตียง เมื่อนึกถึงรสจุมพิตเมื่อวันวาน มือเรียวเอื้อมไปลูบไล้ริมฝีปากที่ถูกสัมผัสจากริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างเบามือ จนเดี๋ยวนี้ความอุ่นของลมหายใจยามเมื่อใบหน้านั้นเข้ามาแนบชิดยังไม่หายไปจากความรู้สึก ยิ่งเมื่อนึกถึงเรียวลิ้นที่เข้ามาเกี่ยวกระหวัดภายในริมฝีปากด้วยแล้ว ใบหน้าก็ยิ่งแดงซ่าน
เอเลซซาร์...ข้า....ควรจะตอบสนองความรู้สึกเจ้าอย่างไรดี ข้า.... ข้า.........
ดวงตาสีเขียวเข้มกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่มองเห็นเป็นภาพชินตาสำหรับเขา ในเวลานี้กลับทำให้เขาใจเต้นไม่เป็นส่ำ ความใจดีและจริงใจของเอเลซซาร์ทำให้เขาหวั่นไหว ทว่า...ภาพ เทกต์ไทต์ที่ยิ้มอย่างแสนเศร้าในอดีตกลับยังฝังรากลึกในใจเขาไม่เสื่อมคลายภาพของเลือดที่หลั่งรินเพื่อปกป้องเขา ภาพของความเสียสละอันยิ่งใหญ่ภายใต้กรงเล็บแห่งพญามังกรย้อนเข้ามาในความคิด ร่างเล็กกัดฟันแน่นข่มความเจ็บปวด ภาพนั้นแม้แต่ภาพความเหี้ยมโหดของโอนิกซ์ก็ไม่อาจทำให้เขาลืมเลือนได้ ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มให้กับตัวเองและผลึกสีเขียวเข้มที่ห้อยไว้ในลำคอ
ดูเหมือนว่าข้า...จะยังไม่อาจลืมเทกต์ไทต์ได้....ขอโทษนะ เอเลซซาร์...
แก๊งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!
เสียงลั่นระฆังประกาศการศึกดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ร่างเล็กแทบดีดตัวลอยขึ้นจากเตียงก่อนจะวิ่งไปที่หน้าต่างห้อง ภาพที่เห็นทำให้ร่างทั้งร่างสั่นระริก
ณ ผืนดินที่ห่างจากกำแพงเมืองไปไม่กี่ร้อยเมตร ปรากฏเงาร่างแห่งกองทัพนับแสนดำทะมึนราวกับหมู่เมฆฝนที่กำลังย่างกรายเข้ามากลืนกินเมืองทั้งเมือง ศัตรูน่ากลัวกว่าที่คิด!!!
ร่างเล็กรีบเร่งสวมเกราะ ก่อนวิ่งแผล็วออกไปยังที่รวมพลด้วยจิตใจรุ่มร้อนยิ่ง
ทว่าก็ยังช้ากว่าอีกสองร่างที่ไปยังจุดนั้นเร็วกว่าเขาด้วยจิตใจอย่างเดียวกัน
หนึ่งนั้นยืนอยู่หน้ากองทัพด้วยแววเนตรสีทองกล้าแกร่ง ฉลององค์สีเดียวกับสีตา และเกราะอันหนาหนักสีเดียวกัน ยิ่งทำให้ทรงเจิดจ้าด้วยรัศมีแห่งกษัตริย์ยิ่งขึ้น
ส่วนอีกหนึ่ง เยื้องไปทางเบื้องหลังจนไม่เป็นที่น่าสังเกต ทว่าด้วยรูปร่างเพรียวโปร่ง กับเสื้อผ้าบางเบาที่มีเพียงผ้าคลุมสีเขียวเข้มเช่นเดียวกับสีนัยน์ตาอยู่เพียงผืนเดียว ก็โดดเด่นมากพอที่อเมทิสต์จะสังเกตเห็นได้ และที่น่ายินดีก็คือ นัยน์เนตรสีเขียวเข้มนั้นไม่มีแววหวาดหวั่นเหลืออยู่แม้เพียงน้อยนิด ร่างเล็กจึงเข้าไปหาด้วยความดีใจ
การประชุมเกี่ยวกับการรบดำเนินไปอย่างเร่งรีบ และกองพลก็ถูกจัดเตรียมการให้เข้าประจำที่ตามที่ได้วางแผนไว้อย่างรีบด่วน อเมทิสต์และเอเลซซาร์ถูกจัดไว้ในหน่วยหน้า ทั้งคู่จึงรีบไปประจำอยู่ที่เชิงเทินทันที
ยิ่งบนที่สูง ร่างเล็กก็ยิ่งเห็นแสนยานุภาพแห่งกองทัพศัตรูยิ่งขึ้น หลังศึกนี้เขาอาจไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตสงบสุขเช่นเดิม ถ้าอย่างนั้นเขาควรรีบบอกกับเอเลซซาร์ ถึงความรู้สึกของเขา
เอเลซซาร์...
ร่างโปร่งหันมายิ้มให้แทนคำเอ่ยทักที่ตนไม่อาจเอื้อนเอ่ย พร้อมรอยยิ้มที่ยังคงอบอุ่นไม่เปลี่ยน และเมื่อมองเห็นว่าเกราะสีเงินยังคงไม่เข้าที่เข้าทาง มือเรียวจึงเลื่อนขึ้นไปจัดเกราะที่ร่างน้อยสวมไม่เรียบร้อยให้เข้าที่ ทั้งนี้เพราะหากมีช่องโหว่เพียงน้อยนิดแห่งเกราะ ก็ย่อมหมายถึงอันตรายแห่งชีวิตมากเท่านั้น
อเมทิสต์มองดูร่างตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิด นี่เป็นครั้งที่เท่าใดแล้วก็ไม่รู้ที่เอเลซซาร์เอื้ออาทรให้แก่เขาด้วยความจริงใจ แต่เขาได้แต่รับมันมาโดยไม่อาจตอบสนองความรู้สึกนั้นได้ แม้แต่ในเวลานี้ที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะหลุดลอยไปเมื่อใด...
เอเลซซาร์....ข้า....มีเรื่องต้องบอกเจ้า....
ดวงตาสีเขียวเงยขึ้นมามองหน้าที่กำลังลำบากใจของอเมทิสต์ด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนจะหรี่ลงเหยียดยิ้มให้อย่างเข้าใจ
ข้า....ริมฝีปากบางเม้มสนิท เรื่องบางอย่างอาจพูดได้ง่ายดาย แต่บางอย่างกลับยากยิ่ง โดยเฉพาะการพูดต่อหน้าบุคคลที่ไม่อาจสื่อสารด้วยคำพูดอย่างเอเลซซาร์
เพราะนัยน์ตาสีม่วงไม่อาจอ่านแววตา หรือแม้แต่สีหน้า
เขาจึงยิ่งหวั่นใจ...
โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า...เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวนั้นต่างกัน...
อาจเป็นเพราะชาชินกับการอยู่โดยไร้เสียงมาตลอด เขาจึงสามารถอ่านสีหน้าและท่าทางของคู่สนทนาได้อย่างไม่ยากเย็น
ยิ่งเป็นอเมทิสต์คนที่เขาเฝ้ามองมาตลอด แค่เพียงเริ่มต้นประโยคเขาก็รู้แล้วว่าร่างบางๆนั้นจะพูดอะไร
รอยยิ้มเหยียดเยือกเย็นแต่เศร้าจนน่าใจหายถูกระบายขึ้นบนใบหน้าคมอีกครั้งก่อนมือเรียวจะยื่นไปจับผลึกสีเขียวที่ห้อยอยู่บนคอของคนตรงหน้าแผ่วเบา แล้วจุมพิตมันอย่างอ่อนโยน
เอเลซซาร์....
......ดวงตาสีเขียวเงยขึ้นมาสบกับดวงตาสีม่วงอีกครา แต่ครั้งนี้มันสั่นระริกราวกับกลั้นน้ำตาไว้ พร้อมๆกับรอยยิ้มแสนเศร้า แปลกที่คราวนี้อเมทิสต์คล้ายแว่วได้ยินเสียงแห่งจิตใจของเอเลซซาร์
ไม่เป็นไร....ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะสู้อยู่ข้างกายเจ้า....
มือเรียวเลื่อนลงไปกุมมือเล็กๆนั้นไว้แน่นราวกับให้คำสัญญา ก่อนจะคลายออกช้าๆอย่างตระหนักในใจถึงฐานะแห่งตนเอง
ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันมากพอที่จะเอื้อมมือคว้า
แต่หัวใจกลับอยู่ห่างกันราวสุดปลายนภา
ทว่าสำหรับเอเลซซาร์...เขาไม่เคยวาดหวังให้ได้หัวใจของร่างบางๆข้างตัวมาไว้เป็นของตัวเอง
มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เขาหวังคือรอยยิ้มของเจ้าของนัยน์ตาสีม่วง
คนเพียงคนเดียวที่เขาจะรักและดูแลจนแม้ต้องแลกด้วยชีวิตเขาก็จะทำ!!!!
ตึงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เสียงลั่นกลองรบดังสนั่นไล่หลัง ประตูเมืองถูกเปิดออก พร้อมๆกับเหล่าทหารกรูกันออกรบ เช่นเดียวกับอีกสองร่างที่ไหลออกไปรบตามเหล่าทหารหาญ
เสียงอาวุธดังกระทบกันระงมไปทั่ว ทหารทั้งสองฝ่ายต่างห้ำหั่นกันเองอย่างไม่มีผู้ใดยอมเพลี่ยงพล้ำ
ชีวิตต่อชีวิต หยาดเลือดที่สาดกระเซ็น ผู้แพ้สิ้นชีพ ผู้ชนะก็ฟาดฟันต่อ และจบชีวิตด้วยฝีมือของอีกคนราวกับเป็นวัฏจักร
วนเวียนราวกับนรก!!!!
อเมทิสต์ยืนอยู่ท่ามกลางกองทัพศัตรูนับสิบ ร่างบางๆได้รับบาดเจ็บจากคมดาบของฝ่ายตรงข้ามเป็นแผลฉกรรจ์ที่แขนขวาจากการเข้าช่วยเหลือทหารเลวคนหนึ่ง จนเป็นโอกาสให้ถูกลอบกัด หยาดโลหิตที่ชโลมรินไหลทำให้ร่างผอมบางหอบหายใจเหนื่อยล้า กลิ่นโลหิตที่ติดเกรอะกรังตามตัว ทำให้เขาแทบวิงเวียน ทว่ามือเล็กยังคงกำดาบแน่น หยัดยืนด้วยขัตติยะมานะที่มีติดตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย
เสียงหัวเราะในลำคอของศัตรูที่กำลังรายล้อมเริ่มใกล้เข้ามา ดวงตาสีม่วงวาวโรจน์เป็นประกายจ้าแม้จะเริ่มพร่าเลือนมากขึ้นทุกที ฝ่ามือข้างที่เปล่าเปลือยเปล่งแสงสีม่วงจัดจ้าก่อนจะซัดสาดไปยังร่างแห่งผู้เป็นปรปักษ์จนกระจัดกระจายไปอีกทาง ทว่าการใช้พลังครั้งนี้ก็เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายซัดธนูเข้าผ่านเกราะสีเงินทะลุเข้าถึงผิวเนื้อบริเวณสะบัก
ร่างบางๆถึงกับกระอัก แรงกระแทกจากธนูทำให้ร่างที่กำลังอ่อนระโหยเหมือนถูกตีด้วยของแข็ง จนซวนเซจะล้ม ดีว่าคมดาบที่ถูกถือไว้ในมือเป็นหลักให้ยึดเมื่อเขาซัดมันลงปักกับพื้นดิน ความปวดแปลบแล่นริ้วจากบาดแผลจนไม่อาจบรรยาย ทว่าเทียบไม่ได้กับการที่คมดาบของฝ่ายศัตรูบาดเข้าอีกครั้งที่บริเวณกลางหลัง โดยไม่อาจปัดป้อง
อั่ก!!!!อ๊าาาาาาาาาาา!!!!!
ตายซะเถอะ!!!!!
ดวงตาสีม่วงหลับลงแน่นสนิทอย่างรู้ว่าไม่อาจวาดดาบบนพื้นขึ้นมาฟาดฟันผู้มุ่งร้ายได้ และนั่นก็มีความหมายว่าชีวิตของเขาก็คงต้องหลุดลอยไปแทนแน่แท้ น่าแปลกที่ชื่อที่เขานึกถึงกลับไม่ใช่ชื่อของคนที่เขาไม่อาจลืมไปจากใจแต่เป็นชื่อของอีกคน
เอเลซซาร์!!!
ฉัวะ!!!!
เสียงเนื้อถูกเฉือนดังขึ้นรอบตัวปลุกให้ดวงตาสีม่วงกะพริบขึ้นมาอีกหน และภาพที่เห็นตรงหน้าคือหยาดเลือดแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วด้วยน้ำมือแห่งผู้ที่เขาเรียกหา
เอเลซซาร์!!!
ดวงหน้าเนียนคมยิ้มให้เขาก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะพุ่งเข้าหาศัตรูที่พุ่งเข้ามาหาราวแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ฝ่ามือเรืองแสงสีมรกตทั้งสองข้างสะบัดออกเปลี่ยนลูกบอลในมือให้แตกออกเป็นริ้ววงแหวนนับสิบหมุนวนขึ้นมาตามแขนก่อนจะซัดมันไปปาดร่างผู้ที่กำลังพุ่งเข้ามาจนขาดเป็นชิ้นๆ
ศัตรูที่เหลือถอยห่างออกไปหนึ่งก้าวด้วยใบหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นถึงฝีมือและแววตาสีเขียวเข้มที่กำลังลุกโพลงราวลุกไหม้ โทษแห่งการทำร้ายคนที่รักที่สุดในชีวิตแห่งเอเลซซาร์ มีเพียงความตายเพื่อชดใช้เท่านั้น!!!
ไม่นานซากร่างของผู้ที่หมายปองชีวิตแห่งอเมทิสต์ก็เหลือแต่เพียงซาก ตามร่างกายของเจ้าของนัยน์ตาสีเขียวเข้มปรากฏเพียงหยาดโลหิตทว่าไร้ซึ่งรอยขีดข่วน
อเมทิสต์หันไปมองร่างโปร่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความภาคภูมิ ฝีมือของเอเลซซาร์ที่เป็นศิษย์เอกของเทกไทต์ไม่ว่าใครในอาณาจักรก็รับรู้ได้ดี ทั้งพลังและความเร็วเรียกได้ว่าเป็นรองอยู่เพียงแค่ผู้เป็นอาจารย์เท่านั้น
ศึกนี้คงจะพิสูจน์คำนั้นได้อย่างดี!!!!
ยังยอดเยี่ยมเหมือนเดิมเลยนะ เอเลซซาร์...
เจ้าของนัยน์ตาสีม่วงเอ่ยชมเมื่อร่างโปร่งรุดเข้ามาประคองร่างอ่อนระโหยที่เต็มไปด้วยบาดแผลของตนด้วยความเป็นห่วง รอยยิ้มหวานยังคงระบายแม้จะเจ็บปวดมากมาย จนเอเลซซาร์คิ้วขมวดขึ้นอีก....
ข้าไม่เป็นไรหรอก... อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ เอเลซซาร์...อ๊ะ...
ร่างบางสะดุ้งเมื่อวงแขนแกร่งโอบรัดร่างตนกระชับเข้าหาไว้แน่นพร้อมเร่งพลังรักษาบาดแผลให้ ทั้งๆที่แต่ไหนแต่ไร เอเลซซาร์ก็มักจะทำเช่นนี้ให้เขาเสมอเวลาบาดเจ็บ แต่วันนี้...อเมทิสต์กลับสัมผัสได้ถึง ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาเหลือล้น
อาจเป็นเพราะอยู่ใกล้กันจนไม่ทันสังเกต หรืออาจเป็นเพราะไม่เคยสนใจในความรู้สึกที่ร่างโปร่งส่งมาให้ หรืออาจเป็นเพราะสาเหตุอื่นใดก็ตาม แต่ในวันนี้เขารับสัมผัสความรู่สึกของคนตรงหน้าที่โอบรัดนี้ได้แล้ว รับรู้ได้แล้วในที่สุด...
ร่างโปร่งสูงคลายอ้อมกอดลงเมื่อบาดแผลปิดลงก่อนจะปล่อยมือจากคนพึ่งหายจากการบาดเจ็บราวกับระลึกได้
ว่าถึงจะรักเจียนตาย แต่ไม่มีวันได้มาอยู่ในมือ...นั่นคือความจริง
เอเลซซาร์....
เจ้าของดวงตาสีเขียวใบไม้หันหลังให้ร่างที่กึ่งนั่งกึ่งนอนเบื้องหลังก้าวเดินไปหยิบดาบประจำองค์ขององค์ชายรองแห่งนครผลึกเพื่อปิดบังใบหน้าที่กำลังเจ็บปวดไว้อย่างแนบเนียน นัยน์ตาคมหลับลง ริมฝีปากได้รูปเม้มสนิทชั่วครู่...ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ลึกไปถึงหัวใจเพื่อบรรเทาความเหน็บหนาวภายในที่ไม่มีวันจางหาย แล้วไม่นานใบหน้ายิ้มหากเศร้าสร้อยก็หันกลับมาหาคนเบื้องหลังเพื่อยื่นดาบให้...
ขอบใจ...เอเลซซาร์...
ริมฝีปากบางได้รูปเหยียดออกอีกครั้ง เมื่อร่างบางรับดาบไปจากมือ และทั้งคู่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวไปพร้อมๆกันเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากอีกทาง โดยเฉพาะอเมทิสต์ที่รู้สึกราวหัวใจถูกฉีกกระชาก เพราะนั่นเป็นเสียงของ...
เสด็จพี่!!!!
ร่างโปร่งดวงตาเบิกโพลงขึ้นเมื่อได้ยินคำเรียกขานนั้น ใบหน้าสง่ากับรอยแย้มโอษฐ์ในคืนก่อนยังติดตรึงอยู่ในความคิด
เอเลซซาร์...พี่ขอร้องเจ้า ปกป้องอเมทิสต์...
ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันก่อนฝีเท้าแห่งพรายเจ้าจะโลดแล่นตามร่างเล็กบางไปยังต้นกำเนิดแห่งเสียงด้วยจิตใจว้าวุ่นไม่แพ้กัน ในความคิดที่มีพร่ำภาวนาเพียงสิ่งเดียวคือความปลอดภัยแห่งองค์กษัตริย์ผู้เป็นดั่งพี่ชาย
แต่ทันทีที่ไปถึงทั้งคู่ก็แทบหัวใจหยุดเต้น สภาพตรงหน้าดูราวกับนรกก็ไม่ปาน เบื้องใต้ฟากฟ้าสีแดงฉาน เต็มไปด้วยกองซากศพของทหารนับพัน ที่เหลือก็กำลังถูกทหารศัตรูฟาดฟันจนบาดเจ็บล้มตายมากขึ้น ซ้ำยังมีฝูงนกสีดำตัวใหญ่บินรุมกันลงมาทำร้ายซ้ำอีก เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว แต่อะไรก็มิเท่าความรู้สึกที่ได้เห็นร่างของผู้ที่พวกเขาห่วงใยกำลังหอบหายใจรวยรินอยู่กับพื้นดินในสภาพที่ท่วมท้นด้วยโลหิตแดงฉานจนแทบมองไม่เห็นเกราะสีทองที่ห่อหุ้มพระวรกายไว้ โดยเบื้องพระพักตร์มีผู้ลงมือยืนถือดาบอาบโลหิตด้วยสีหน้าเหยียดยิ้มอย่างผู้กำชัยชนะ ใบหน้าที่พวกเขารู้จักและคุ้นเคยดีกว่าใคร โอนิกซ์
เสด็จพี่!!!!
ร่างบางๆรีบถลาไปยังร่างที่กำลังบาดเจ็บโดยไม่ห่วงว่าดาบนั้นจะฟาดมาที่ตนอีกครั้งได้อย่างง่ายดาย ความหวาดหวั่นและกังวลถึงชีวิตแห่งพระเชษฐาอยู่เหนือกว่าความหวาดกลัวในชีวิตแห่งตนล้นพ้น ยิ่งเมื่อหัตถ์บางๆสัมผัสวรองค์เย็นเฉียบ ยิ่งทำให้อเมทิสต์ยิ่งไม่สนใจสิ่งรอบตัว ได้แต่ร้องเรียกพระนามแห่งองค์กษัตริย์หนุ่มซ้ำๆ
และเป็นดังคาด โอนิกซ์เหยียดยิ้มมุมปากให้กับภาพตรงหน้าก่อนเงื้อดาบขึ้นอีกครั้ง เตรียมฟาดฟันใส่ร่างที่กำลังตกใจจนแทบขาดสติและไร้การระแวดระวังภัยนั้นทันที ดีว่าเอเลซซาร์ไหวตัวตั้งสติได้ทัน พุ่งเข้าใช้ดาบตนกางกั้นร่างบางๆนั้นไว้ได้ทัน
นัยน์ตาสีดำสนิทเหลือบทองเบิกขึ้นอย่างไม่พอใจกับการกระทำนั้น แต่ไม่นานนักมันก็หรี่ลงครึ่งหนึ่งพร้อมกับรอยเหยียดยิ้มอย่างเหี้ยมโหด
เจ้านี่ชอบทำแต่เรื่องโง่ๆจริงๆเลยนะ เอเลซซาร์...
สิ้นคำ มือแกร่งที่ยังว่างถูกเร่งพลังสีนิลกาฬขึ้นมารวดเร็วราวเท่าความคิดก่อนซัดฟาดไปยังร่างโปร่งบางเต็มแรงโดยมิมีโอกาสหลบเพราะเบื้องหลังมีสิ่งสำคัญที่แม้แลกด้วยชีวิตก็ต้องปกป้องอยู่ถึงสองสิ่ง และด้วยแรงกระแทกรุนแรงจากลูกพลังดังกล่าวจึงทำให้ร่างของศิลาพรายกระแทกเข้ากับกำแพงวังจมลึกเข้าไปครึ่งหนึ่ง กำแพงใหญ่ร่วงกราวลงเป็นเศษอิฐกระแทกลงบนตัวร่างบางๆซ้ำอีกหลายอัก เอเลซซาร์กัดฟันข่มความเจ็บปวด ทว่าความบอบช้ำภายในมากล้นจนเจ้าตัวกระอักเลือดออกมากองใหญ่ เจ็บแปลบไปทั่วร่าง ขยับไปไหนไม่ได้
ร่างสูงดำทะมึนก้าวตามไปนั่งมองร่างที่ถูกฝังจมกับกองกำแพงพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ เรียวนิ้วเย็นราวน้ำแข็งยื่นไปสัมผัสใบหน้าเรียวคมตั้งแต่ใบหูลงมาถึงปลายคาง
ทั้งๆที่ข้าไม่อยากทำเจ้าบาดเจ็บเลยนะ...เอเลซซาร์...แต่เจ้าก็ชอบทำให้ข้าต้องลงไม้ลงมืออยู่เรื่อย
มือแกร่งจับหมับเข้าที่ปลายคางเชิดขึ้นให้ใบหน้าหวานใกล้ชิดใบหน้าเหี้ยมเกรียมยิ่งขึ้น นัยน์ตาสีราตรีส่องประกายราวมีเปลวไฟแดงฉานซุกซ่อน
รักมันมากเลยหรือเอเลซซาร์ องค์ชายน้อยองค์นั้นน่ะ!?หืม...แรงมือถูกเพิ่มขึ้นอีกจนร่างบางๆต้องกัดฟันมากขึ้นด้วยความเจ็บรักมากจนกระทั่งยอมบาดเจ็บด้วยมือข้าทั้งๆที่เจ้าหลบได้...ใช่ไหม...เอเลซซาร์!?
เจ้าของดวงตาสีเขียวเข้มจ้องกลับอย่างไม่หวาดหวั่น ประกายแสงที่ส่งผ่านกลับมานั้นแทนความหมายเพียงคำเดียว
ใช่!!!
ร่างสูงนิ่งงัน ความปวดแปลบร้าวจากอกขึ้นมาจุกถึงลำคอ หัวใจถูกเขย่ารุนแรงราวกับถูกไฟจี้ มือแกร่งสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นอย่างเจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งใด ในความคิดแค้นเคืองร้อนเร่า ในโสตประสาทคลับคล้ายได้ยินคำพูดย้ำเตือน
ทั้งเจ้าและข้า เราทั้งคู่ไม่มีทางที่จะรั้งหัวใจเด็กคนนั้นไว้ได้หรอก!!
ร่างดำทมิฬกัดฟันเข้าหากันดังกรอด เกร็งพลังที่มือเพื่อตรึงร่างที่กำลังบาดเจ็บเอาไว้กับพื้น จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ก่อนจะผุดลุกขึ้นคว้าดาบเดินกลับไปยังสองยุวราชที่ไม่อาจจะหนีไปทางใดได้ทัน
นั่นสินะ...แลสซูรีย์ แต่ว่าข้าไม่เหมือนเจ้าหรอกนะ....
โอนิกซ์หยุดยืนที่เบื้องหน้าเจ้าของนัยน์ตาสีม่วง ก่อนจะมองด้วยสายตาเกลียดชังอย่างที่สุด
ถ้าข้าไม่ได้... ใครคนอื่นก็อย่าหวังได้ไป!!!!
มือแกร่งเงื้อดาบขี้นสูง ก่อนจะแหวกมันผ่านอากาศเต็มแรงอย่างหมายชีวิต นัยน์ตาสีม่วงเบิกโพลงอย่างเจ็บปวด หยาดน้ำตาไหลรินออกมาอย่างเจ็บแค้น อ้อมแขนบางๆกอดรัดร่างในวงแขนไว้แน่น
ฉัวะ!!!!
พริบตาที่ร่างเล็กๆหลับตาลงเพื่อยอมรับดาบที่ฟาดฟันลงมา ร่างที่อ่อนระโหยภายใต้เกราะสีทองกลับลืมตาขึ้นใช้แรงเฮือกสุดท้ายเบี่ยงตัวมารับดาบแทนจนโลหิตแดงฉานสาดกระจายถ้วนทั่ว และเมื่อนัยน์ตาสีม่วงกะพริบตาขึ้นมาก็พบว่าร่างที่ถูกคมดาบนั้นแน่นิ่งไปเสียแล้ว
เสด็จพี่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
เสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมหยาดน้ำตารินไหลไม่ขาดสาย เพื่อเรียกวิญญาณร่างเย็นเฉียบตรงหน้าให้กลับมาดังทะลุโสตประสาทแห่งเอเลซซาร์ที่ถูกเวทย์ยึดตรึงไว้ เสียงที่บ่งชี้ถึงการสูญเสียอย่างที่สุด.....ทำให้เขาพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ชั่วขณะนั้นเองที่ทุกอย่างรอบตัวมืดลง พร้อมๆกับแสงสีเขียวสว่างจ้าระเบิดขึ้นรอบตัว ก่อกำเนิดเสียงดังกัมปนาทไปทั่วบริเวณ
โอนิกซ์หันขวับไปที่ร่างโปร่งบางอีกครั้งในทันที และสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้ตะลึงพรึงเพริดได้ไม่ยาก เมื่อเอเลซซาร์หลุดออกจากมนต์ที่พันธนาการนั้นได้อย่างง่ายดายด้วยร่างที่ราวกับอาบลำแสงสีเขียวเข้มไว้รอบตัว ดวงตาสีเขียวเข้มวาวโรจน์นึ่งขึง ริมฝีปากเรียบบางเม้มเป็นเส้นตรง กระแสพลังกล้าแกร่งขจรขจายทั่วร่างสร้างบรรยากาศกดดันอย่างประหลาด จนแม้แต่ร่างดำทมิฬก็ยังต้องถอยหลังลงไปหนึ่งก้าว ทว่าไม่นานหลังจากนั้นรอบตัวก็เกิดสิ่งผิดปกติ..
เมื่อท้องฟ้าสว่างโร่เริ่มมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็วโดยปราศจากเค้าลางนำมา ก่อน... โอนิกซ์หันไปมองหมู่เมฆที่เข้ามารวมตัวกันอย่างแปลกใจจนต้องอุทานออกมา
อะไร!?เมฆพวกนี้มันอะไร!?
และเมื่อร่างสูงหันไปมองร่างโปร่งบางก็ได้รับคำตอบเป็นรอยแย้มริมฝีปากเยือกเย็น ดวงตาสีเขียวหรี่ลง พร้อมยกเรียวนิ้วชี้และกลางขึ้นสู่อากาศ แสงสีเขียวเรื่อเรืองรอบตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางหมู่เมฆ ปรากฏสายฟ้าแล่นริ้วแปลบปลาบเป็นสายอยู่ท่ามกลางเมฆดำนั้นราวกับตอบรับ คำสั่ง เช่นเดียวกับเสียงฟ้าร้องลั่นครั่นครืนตามมาอย่างน่าเกรงขาม....
เอเลซซาร์...เจ้าเป็นคนทำงั้นหรือ!?
ริมฝีปากได้รูปเหยียดยิ้มให้อีกครั้งแทนคำตอบ เรียวนิ้วทั้งห้ากางออกฉับพลันสาดกระแสไฟแห่งท้องฟ้าพุ่งปราดเข้าหาผู้ถามแทบจะในทันที แต่โอนิกซ์ก็ไหวตัวทันจึงพลิกตัวหลบได้ทันท่วงที ทว่า...สิ่งที่เหนือความคาดหมายกลับเป็นร่างเพรียวโปร่งบางพุ่งปราดเข้ามาใกล้อย่างกระชั้นชิด ก่อนจะฟาดฝ่ามือตวัดย้อนจากสีข้างด้านขวาหวนไปยังหัวไหล่ด้านซ้ายของโอนิกซ์ด้วยความเร็วที่แม้แต่ดวงตาสีนิลกาฬไม่สามารถจับได้ทัน ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผลของมันคือรอยบาดลึกบนตำแหน่งดังกล่าวพร้อมโลหิตแดงฉานหลากไหลออกมาตามร่องเนื้อที่ถูกกรีดจนเจ้าของร่างต้องถอยร่นออกมากุมบาดแผลเอาไว้ด้วยความเจ็บปวด ในขณะที่ผู้ลงมือเพียงแค่เผยรอยยิ้มน้อยๆออกมาอย่างผู้มีชัย...
โอนิกซ์มองหยาดเลือดที่ไหลเปื้อนมือตนอย่างงงๆ เอเลซซาร์ในยามนี้ที่เขาเห็นไม่ใช่เอเลซซาร์ในยามปกติ ทั้งแววตา ท่าทางและฝีมือที่ล้ำเลิศขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หาใช่ลูกศิษย์แห่งเทกต์ไทต์ไม่ แต่เป็นจิตสำนึกแห่งศิลาพรายที่มีอยู่ในสายเลือดพรายเจ้าต่างหากเล่าที่กำลังเคลื่อนไหวร่างบอบบางนี้อยู่ สายเลือดที่สามารถขับเคลื่อนธรรมชาติให้ไหลเวียนได้ตามใจแห่งตน...
สมนามแห่งเจ้าแล้วเอเลซซาร์....ถ้างั้นข้าเองก็คงออมมือให้เจ้าไม่ได้แล้วสินะ....
มนต์ดำถูกร่ายขึ้นอีกครั้ง จนปรากฏรูปร่างของสัตว์เวทมนตร์ตัวเขื่องนับสิบนับร้อยตัวกระจายเต็มท้องฟ้า ปีกสีดำสนิทสยายออก จงอยปากแหลมคมงอกออกมาอย่างน่ากลัว และชั่วพริบตาพวกมันก็พุ่งเข้าโจมตีร่างโปร่งบางและกองทหารเบื้องหลัง รอยเลือดและเสียงกรีดร้องดังระงม อเมทิสต์กอดร่างผู้เป็นพี่ชายไว้แน่นแม้ตัวเองจะเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ทว่านอกเหนือจากหัวใจจะห่วงผู้เป็นเชษฐาแล้ว สิ่งที่ร่างน้อยๆห่วงไม่แพ้กันก็คือร่างโปร่งที่กำลังถูกเหล่าอีกาเวทย์โจมตีจนแทบมองไม่เห็นตัว หยาดเลือดที่พุ่งออกมาทำเอาเขาใจหาย
เอเลซซาร์!!!!
สิ้นเสียงร้องเรียกลมพายุก็พัดเอาเหล่าสัตว์เวทย์แตกกระเจิง โดยใจกลางแห่งลมพายุนั้นปรากฏร่างแห่งผู้ถูกเรียกอยู่ใจกลาง แม้ร่างทั้งร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผลมากมายจากจงอยปากและกรงเล็บ ทว่ารอยแย้มยิ้มมุมปากไม่ได้จางหายไปเลยแม้แต่น้อย
รอยยิ้มที่บ่งชี้ว่าตนกำลังได้เปรียบ!!!!
มือเรียวยื่นออกไปเบื้องหน้าพุ่งเป้าเข้าไปหาร่างดำทมิฬที่ไม่ได้ยี่หระต่อแผลบริเวณหน้าอกเช่นกัน ก่อนกล่าวภาษาที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจ
/alagos
ฉับพลันสายลมรุนแรงก็สะบัดออกจากปลายนิ้วพุ่งเข้าหา แรงลมนั้นพุ่งถลาบาดผิวจนเป็นริ้วราวกับคมมีด โอนิกซ์งุนงงเบี่ยงตัวหลบ ทว่าไม่รอดพ้นเพราะร่างโปร่งบางตามติดราวกับเงาพุ่งเข้าฟาดฟัน จนก่อกำเนิดแผลขึ้นอีกที่บริเวณไหล่ซ้ายเป็นรอยใหญ่ ร่างสูงกัดฟันหลบออกมา ทันทีที่ลงพื้นก็รู้ได้ทันทีว่าบาดแผลนั้นลึกมากกว่าที่คิด ความว่องไวแห่งเผ่าเอลฟ์ไม่ใช่เรื่องที่ดูถูกได้....
โดยเฉพาะสายโลหิตแห่งพรายเจ้าอย่างเอเลซซาร์ ที่ยิ่งยาวนานก็ยิ่งสามารถควบคุมธรรมชาติรอบตัวได้มากขึ้นทุกที
ดูท่า...งานนี้ข้าคงต้องถอยไปก่อนสินะ แต่ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ เอเลซซาร์ สักวันเจ้าต้องกลับไปเป็นของข้าดังเดิม!!!
พูดจบร่างดำสนิทก็ร่ายเวทย์เพียงไม่กี่คำ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะเลือนหายไปราวกับหมอกควัน ทิ้งให้เพียงซากปรักหักพังและกองไฟไปทั่วทั้งเมืองหน้าด่าน เอเลซซาร์หันดวงตาสีเขียวไปรอบๆก่อนจะหลับตาลง ชูมือขึ้นเป็นคำสั่งสุดท้าย
/rost
หยาดน้ำฝนโปรยปรายลงมาตามคำสั่ง แรงของฝนขับไล่สัตว์เวทย์แตกกระเจิง รวมไปถึงฝ่ายศัตรูที่ถอยร่นไม่เป็นกระบวน ลดความเสียหายและการสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างมาก เหล่าทหารเมืองผลึกรีบถอยร่นเข้ากำแพงเมือง อเมทิสต์ก็รีบเชิญเสด็จองค์โทปาซเข้าเมืองเช่นกัน แต่ก่อนที่ประตูเมืองจะปิด ภาพสุดท้ายที่นัยน์ตาสีม่วงมองเห็นกลับเป็นภาพร่างโปร่งบางท่ามกลางสายฝนร่วงลงสู่พื้นดิน ใบหน้าเนียนขาวซีดราวไร้ชีวิต เลือดจากบาดแผลปะปนกระจายไปกับน้ำฝนจนย้อมทั้งบริเวณเป็นสีแดงฉาน
เอเลซซาร์!!!!!!!!!!!!!
.: You Gotta Have FAITH!!!!!!! :.