silence

silence love ตอน 3

posted on 01 May 2006 00:38 by arshura09  in silence

ตอนที่ 3 ตอนจบแล้วนะคะ หวังว่าจะสนุกกันเหมือนตอนที่ผ่านมานะคะ ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านมาจนจบ ถ้าใครเป็นแฟนตัวจริง ติดตามอ่านเรื่องยาวด้วยนะคะ

ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นหันขวับไปหาเจ้าของเสียง เจ้าตัวจ้อยหอบหายใจจากอาการฟื้นไข้แล้วมาฝืนวิ่ง ทว่าแววตาสีม่วงโรจน์โชติช่วง โทปาซรีบไปประคองตัวน้องชายทว่าเจ้าเด็กน้อยกลับฝืนก้าวเดินลงมาจากบันไดมาขวางหน้าพระบิดาอย่างไม่กลัวเกรง 

เสด็จพ่อจะประหารผู้มีพระคุณของลูกไม่ได้!!!

อเมทิสต์ลูกควรพักผ่อนนะ

ไม่พระเจ้าค่ะ!!!เสด็จพ่อต้องรับปากว่าจะไม่ทำอะไรเอเลซซาร์เสียก่อน!!!

อเมทิสต์ เด็กคนนี้ทำให้ลูกเจ็บตัวนะ!!!

แต่ถ้าไม่ได้เขาลูกอาจจะตายภายในป่านั้นเช่นกัน!!!!

อเมทิสต์!!!!

หากเสด็จพ่อไม่ยอมฟังลูกเช่นนี้ล่ะก็.คนพูดหันขวับวิ่งเข้าไปในห้องขัง กางสองแขนกว้างราวกับจะกางกั้นร่างที่คุกเข่าอยู่เบื้องหลัง

ลูกก็ขอตายไปด้วยเช่นกัน!!!

อเมทิสต์!!!นี่เจ้ากล้าขัดขืนคำสั่งของพ่อเชียวรึ!?

ลูกทำไปก็เพื่อรักษาคุณธรรม แม้จะเป็นการขัดคำสั่ง ลูกก็ไม่เห็นว่ามันจะผิดแน่!!!ดวงตาสีม่วงใสแจ๋วยังวาวโรจน์แสดงกิริยาต่อต้านพระราชบิดาอย่างไม่ลดละ จนองค์โทปาซเองเห็นพ้องตามผู้เป็นน้องชายจึงย่อตัวลงต่ำให้พระราชบิดาไปอีกคน

ลูกก็ขอร้องด้วยพระเจ้าค่ะ พระบิดาโปรดเมตตาด้วยองค์ไดมอนต์นิ่งทรงทึ่งกับความ เข้มแข็งที่พระราชบุตรองค์เล็กมีอย่างเหลือเกิน ทรงไม่นึกว่าภายใต้ร่างเล็กนั้นจะมีกระแสจิตต่อต้านพระองค์ได้ถึงเพียงนี้ หากแทนที่จะทรงเสียพระทัยกลับทรงแย้มสรวลประหลาดก่อนจะโบกพระหัตถ์สั่งให้ทหารเก็บดาบแล้วถอยออกมาด้านนอกตามความต้องการของผู้ขอร้องทั้งหลาย ก่อนจะส่งสุรเสียงทรงอำนาจดังก้อง

ไม่นึกว่าจะมีคนรักเจ้ามากมายถึงเพียงนี้นะ สายโลหิตแห่งพรายอย่างเจ้าทำให้ข้าแปลกใจมาก ถึงแม้ข้าจะอภัยโทษตายให้เจ้าในวันนี้ แต่โทษเป็นของเจ้าก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมเจ้าคงไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าว่าเจ้านำพาอันตรายมาสู่ลูกข้าจริงอย่างที่ข้ากล่าวหาเอเลซซาร์นิ่งก่อนจะพยักหน้ารับโดยดุษฎี ความผิดของเขาใช่ว่าจะลบเลือนได้ องค์กษัตริย์แย้มสรวลที่มุมพระโอษฐ์อย่างมีชัยก่อนจะทรงล้วงเอาขวดแก้วผลึกที่บรรจุของเหลวสีดำออกมาส่งให้ทหารนำไปให้ร่างที่คุกเข่าอยู่ภายในห้องขัง

ในขวดนั้นมียาพิษอยู่ ฤทธิ์ของมันอาจจะไม่พอปลิดชีวิตของใครแต่ก็คงเพียงพอที่จะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสได้ ถ้าเป็นคนปกติกว่าอาการจะหายก็คงใช้เวลาเป็นวัน แต่สำหรับเจ้าซึ่งกำลังบาดเจ็บ ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า.เจ้าจะทานฤทธิ์มันได้รึปล่าว!?

เสด็จพ่อ แบบนี้มันผิดสัญญาที่พระเจ้าค่ะ ลูกไม่ยอม เอเลซซาร์อย่าหลงกลเสด็จพ่อนะ เจ้ายังมีแผลอยู่ ถ้าต้องรับพิษอีก เจ้าจะทนไม่ไหวนะ!!!

พ่อไม่ได้บังคับให้เจ้าลูกพรายดื่มนี่นาอเมทิสต์ พ่อแค่ให้เลือก เลือกที่จะรับโทษฐานที่พาเจ้าไปสู่อันตราย แต่ถ้ามันขี้ขลาดจนไม่กล้าแม้จะรับผิดล่ะก็จะไม่ดื่มก็ไม่เห็นเป็นอะไรแววเนตรเย็นสีวัชระส่งประกายเย้ยหยันจนนัยน์ตาสีเขียวกระตุกวาบ การดื่มหรือไม่ดื่มพิษในมือในสายตาแห่งองค์กษัตริย์วัดศักดิ์ศรีความกล้าของสายเลือดเขา แล้วไยเขาจะต้องกลัวเล่าในเมื่อเขายอมรับความผิดที่ก่อแม้การชดใช้จะดูร้ายแรงเกินกว่าเหตุ แต่สายโลหิตแห่งพรายเจ้าประกอบกับความกล้าที่เขามีมิมีวันแพ้ต่อการดูถูกข่มเหงของผู้ที่อยู่ตรงหน้าอย่างแน่!!!

หลังพริบตาแห่งการตัดสินใจ มือเล็กๆเปิดขวดออกทันที แล้วของเหลวสีดำก็ไหลลงผ่านคอ ฤทธิ์ของมันร้อนราวกับไฟ ร่างทั้งร่างราวกับจะมอดไหม้ แผลที่กลางหลังราวกับจะปริแยกออกด้วยเพลิงพิษนั้นจนร่างเล็กๆถึงกับทรุดลงเหงื่อพราวเต็มใบหน้า ร่างเล็กกว่าถึงกับผวากับอาการของเพื่อนรัก

เอเลซซาร์ เจ้าเป็นยังไงบ้าง เจ็บเหรอ เจ็บใช่ไหม!?

เอเลซซาร์มองเจ้าของดวงตาสีม่วงใสนั้นอย่างอ่อนโยนเหมือนจะสื่อให้คนตรงหน้าวางใจ สำหรับเขาแล้วความเจ็บปวดมากมายที่ต้องเผชิญไม่ได้เป็นเรื่องหนักหนาเท่ากับการที่เห็นร่างน้อยๆตรงหน้านี้ต้องบาดเจ็บปางตาย เขาถึงได้เฝ้ารอ รอทั้งๆที่บาดแผลของตัวเองยังมีโลหิตไหลชะโลมร่างมาตลอด 2 วัน รอที่จะเห็นร่างนี้ปลอดภัย พูดคุยกับเขาได้เหมือนเดิม เพียงเท่านี้สิ่งที่เขาทนมาก็คุ้มค่าแล้ว คุ้มค่าแม้ว่าชีวิตนี้จะต้องสูญสลายไปในวันนี้ก็ตาม เขาก็ไม่เสียดายไม่เสียดายแม้สักนิด

เอเลซซาร์!!!!เป็นอะไรน่ะ เอเลซซาร์!!!??

เสียงร้องเล็กๆร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนกเมื่อร่างของเพื่อนรักทรุดฮวบลงบนร่างของตัวเองอย่างไร้เรี่ยวแรง ของเหลวสีแดงเย็นเยียบที่ไหลเปื้อนทั่วร่างยิ่งทำให้เขาประหวั่นยิ่งยวด แลสซูรีย์รีบรุดเข้าไปดูอาการแต่ความไวของเขาก็ยังแพ้เทกต์ไทต์ที่เฝ้าดูอาการของลูกศิษย์อยู่ตลอดจึงสามารถโดดเข้าประคองร่างอ่อนระโหยได้ทันก่อนที่ร่างน้อยๆของอเมทิสต์จะรับไม่ไหว

อาการเป็นยังไงบ้าง แลสซูรีย์!?เทกต์ไทต์ถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนรักนิ่งอยู่นาน ดวงตาสีฟ้ามีแววตาหวั่นวิตกเล็กน้อยก่อนจะหยิบเจ้าขวดแก้วผลึกใสขึ้นมาสูดดมเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ก่อนหันไปมองดวงตาสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยแววสงสัย

มีอะไรร้ายแรงอย่างนั้นรึ!?เทกต์ไทต์ชักเริ่มไม่สบายใจกับท่าทีของเพื่อน พอๆกับเจ้าตัวน้อยที่กำลังลุ้นตัวโก่งพร้อมๆกับกุมมือที่เต็มไปด้วยเหงื่อของคนป่วยไว้

ถ้าข้าเดาไม่ผิด

อะไร!?เจ้ารีบพูดมาเดี๋ยวนี้

ที่เอเลซซาร์ดื่มลงไปน่ะไม่ใช่ยาพิษหรอก

แล้วมันเป็นอะไรล่ะ!?

มันเป็นเหล้าที่แรงมากเท่านั้นเอง

อะไรนะ!?

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ.องค์กษัตริย์ทรงสรวลอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นสีหน้างงงวยของข้าราชบริพารคนสนิท

แลสซูรีย์เข้าใจไม่ผิดหรอก ที่ข้าให้เจ้าลูกพรายดื่มลงไปน่ะเป็นเหล้าจริงๆ แต่มันคงจะแรงเกินไปสำหรับเด็กกระมัง ถึงได้สลบไสลลงไปแบบนั้นทรงหยุดสรวลแต่แย้มริมพระโอษฐ์บางๆ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ข้ารู้ว่าในตัวของเจ้าเด็กนั่นยังมีเลือด กล้าของชาวเมืองเราอยู่เหมือนกัน เอาล่ะ ข้าลงโทษอย่างสมเหตุสมผลแล้วก็ควรไปเสียที โทปาซ ไปกันเถอะ!!!

พระเจ้าค่ะ เสด็จพ่อ

ร่างสูงสง่าก้าวเดินขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วจนมกุฎราชกุมารองค์โตก้าวเดินตามแทบไม่ทัน เมื่อพ้นผ่านบริเวณห้องขัง เสียงจากเบื้องพระบาทก็หยุดลง พร้อมๆกับทรงทอดพระเนตรกลับไปมองพระราชโอรสที่จะทรงดำรงอิสริยยศแห่งวงกษัตริย์ในภายภาคหน้า เมื่อทรงเห็นดวงตากลมโตสีทองเปล่งประกายสงสัยตอบกลับมาก็ทรงแย้มสรวลให้เล็กน้อย แล้วปรารภเบา ด้วยสุรเสียงเรียบนิ่งหากแต่แฝงด้วยพระราชอำนาจประหลาดล้ำราวกับจะทรงทำนายถึงเรื่องในอนาคตที่ทรงอาจจะไม่มีวันได้เห็นด้วยเนตรแห่งพระองค์เอง

โทปาซหากวันใดเจ้าได้ครองแผ่นดิน จงจำคำพ่อไว้ อเมทิสต์น้องเจ้าและสายเลือดพรายเจ้าตัวน้อยนั่นจะเป็นกำลังให้เจ้าได้ แม้ตอนนี้เจ้าจะยังมองไม่เห็น แต่พ่อเชื่อว่าพ่อมองคนไม่พลาดแน่

พระเจ้าค่ะ หม่อมฉันจะจำใส่ใจไว้

องค์กษัตริย์แย้มสรวลอีกครั้ง ก่อนจะทรงหันเบื้องพระปฤษฎางค์กลับ ดำเนินสู่ภายนอกโดยไม่หันกลับมา นี่เป็นครั้งแรกที่ทรงยกย่องเจ้าลูกพรายและเป็นครั้งสุดท้ายที่ทรงได้เห็นหน้าเจ้าของนัยน์ตาสีเขียวประกายกล้าเช่นเดียวกับพระขนิษฐา เพราะทรงไม่อาจยอมรับสายเลือดต่างเผ่าที่มีในตัวของเอเลซซาร์ได้จนตราบสิ้นแผ่นดินแห่งพระองค์

เอเลซซาร์ เจ้าแข็งแรงแล้วใช่ไหมไปเล่นกันเถอะ

เอเลซซาร์รีบลืมตาขึ้นมาโดยเร็วเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรหนักๆทับอยู่บนตัวพร้อมเสียงแจ๋วๆคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกัน ไม่ต้องบอกเขาก็รู้ว่าเจ้าของเสียงและน้ำหนักตัวดังกล่าวเป็นของเจ้าชายตัวน้อยจอมซนที่ช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง ถึงตอนนี้แผลเขาจะหายหมดแล้ว แต่ไอ้น้ำหนักตัวที่กดลงมานี่ก็หนักเอาการเหมือนกัน เขาก็เลยนิ่งเสียไม่ตอบสนองอะไร

เจ้านอนมาตั้งนานแล้วเดี๋ยวเส้นก็ยึดหมดหรอก ท่านอาแลสซูรีย์ยังเคยบอกไว้เลย

ตาสีม่วงกลมแป๋วจ้องหน้าเขานิ่งอย่างเคย ไม่แปลกที่เจ้าตัวน้อยจะรู้ความคืบหน้าเกี่ยวกับอาการของเขาก็เล่นมาเฝ้าอยู่ตลอดวันตลอดคืน จนพระราชมารดาต้องตามตัวกลับก็ตั้งหลายหน คราวนี้พอรู้ว่าแผลเขาหายจากคำยืนยันของลาพิสแลสซูรีย์ก็รีบแจ้นมาเลยทีเดียว เฮ้อ ลุกดีไหมหนอ

เร็วๆสิ เอเลซซาร์ ไม่งั้นข้าโกรธนะ!!

ไปเถอะ เอเลซซาร์ ศิษย์ของข้า จะเอาแต่นอนจับเจ่าอยู่บนเตียงน่ะ ไม่ดีหรอกนะ

ดวงตาสีเขียวฉายแววตกใจเล็กน้อยกับเจ้าของเสียงคุ้นหูอีกคน แต่ก็ยิ้มออกเมื่อดวงตาสีดำสนิทฉายแววปราณีแล้วยิ้มให้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ความเป็น ศิษย์อาจารย์กลับมาได้ในที่สุด อาจารย์เชื่อใน ความเข้มแข็งที่เขามี เช่นเดียวกับเขาที่เชื่อเสมอว่าอาจารย์คือ แบบอย่างสำหรับเขาเช่นกัน

ไปเถอะ เจ้าควรจะได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ จะได้กระโดดโลดเต้นได้เหมือนเดิมไงล่ะ

เจ้าของเส้นผมสีฟ้าสีเดียวกับสีตาโผล่หน้ามาอีกคนกับคำพูดทีเล่นทีจริงเหมือนเคย แทบไม่น่าเชื่อว่าคนผู้นี้แหละที่รักษาเขาจนหายดีด้วยวิชาการทางการแพทย์ที่ไม่เป็นสองรองใครในอาณาจักร

ท่านอาอนุญาตแล้ว ไปเร็ว เอเลซซาร์

แล้วเจ้าตัวน้อยก็กึ่งดึงกึ่งลากตัวเขาออกไปข้างนอกด้วยจนได้ โดยมี 2 ข้าหลวงใหญ่มองตามไปอย่างอบอุ่นเมื่อเห็นถึงความผูกพันของทั้งคู่

ดีกันแล้วสินะแลสซูรีย์หรี่ตาล้อเพื่อนรัก ที่อมยิ้มมองตามลูกศิษย์ทั้งสองอย่างอ่อนโยน

ลูกศิษย์ข้าโตขึ้นแล้วทั้งคู่ แล้วข้าจะมามัวเป็นเด็กอยู่ได้อย่างไร

แต่ข้าว่าองค์อเมทิสต์น่ะ ดูจะเป็นผู้ใหญ่ในสายตาเจ้าเชียวล่ะ เพราะข้าเห็นนะว่าตอนที่อุ้มเอเลซซาร์ขึ้นมาจากที่คุมขังเมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะ เจ้าค้อมตัวลงขอบคุณเจ้าชายตัวน้อยด้วยความเต็มใจยิ่งทีเดียว

เด็กคนนั้นน่ะอาจจะเติบโตไปเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิดก็ได้นะ

อย่างน้อยก็ในหัวใจเจ้าใช่ไหมล่ะ เทกต์ไทต์

ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้

เจ้านี่ไม่เปลี่ยนเลยนะเทกต์ไทต์ มีอะไรก็เก็บไว้ในใจเสมอเลย แต่เอาเถอะ ข้าเป็นเพื่อนเจ้ามานาน มีอะไรก็อย่าลืมมาปรึกษากันมั่งล่ะ

เออ ถ้ามีอะไรข้าจะปรึกษาเจ้าก็แล้วกัน

แล้วเสียงหัวเราะของทั้งคู่ก็ดังขึ้นบ่งบอกถึงมิตรภาพอันยาวนาน ที่คงไม่แพ้ความผูกพันที่กำลังก่อตัวขึ้นมาในหัวใจเด็กน้อยทั้งสองคนที่ผูกพันกันด้วยสายใยแห่งโชคชะตา

เอเลซซาร์ในฐานะที่ข้าเป็นคนช่วยชีวิตเจ้าจากเสด็จพ่อ เจ้าต้องให้สัญญากับข้าข้อหนึ่ง

เจ้าตัวน้อยทำสีหน้าจริงจัง จนเจ้าของดวงตาสีเขียวอดขำไม่ได้แต่ก็ต้องทำหน้าจริงจังตอบกลับเจ้าตัวน้อยเพราะดวงตาสีม่วงกลมแป๋วนั่นทำหน้าเหมือนจะเอาเรื่องถ้าเขาหัวเราะออกมา

นับแต่นี้ ไม่ว่ามีเรื่องอะไร เจ้าต้องไม่ปิดบังข้า ไม่ว่าเรื่องอะไรเจ้าต้องเล่าให้ข้าฟังทั้งหมดเข้าใจไหม!?

ดวงตาสีเขียวส่องประกายอ่อนโยนและรอยยิ้มอบอุ่นออกไปแทนคำสัญญาแต่ดูท่าเจ้าตัวน้อยจะไม่เข้าใจความหมายที่เขาสื่อออกไป

นี่เข้าใจที่ข้าพูดหรือปล่าว เอเลซซาร์

เขายิ้มอีกครั้ง ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยออกไปคล้องกับนิ้วก้อยเจ้าชายตัวน้อยเพื่อสื่อความหมายที่ชัดเจนกว่า ทำให้ดวงตาสีม่วงฉายประกายยินดีออกมาอย่างไม่ปิดกั้น

ดี!!!งั้นไปในป่าเถอะ ข้าจะได้นอนฟังเจ้าเป่าใบไม้ตามสัญญาที่เจ้าติดค้างข้าไว้ไงล่ะ ไปเร็ว เอเลซซาร์มือเล็กๆสองมือฉุดแขนข้างหนึ่งของเขาให้วิ่งตามไปอย่างอารมณ์ดีซึ่งเขาก็ไม่เคยคิดจะขัดขืน ในที่สุดทั้งคู่ก็เข้าไปในป่าและพักผ่อนอยู่ ณ ที่เดิมที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก และแล้วเมื่อเอเลซซาร์เริ่มเป่าเพลงใบไม้ อเมทิสต์ก็หลับผลอยลงบนตักเขาอย่างเคย จนเอเลซซาร์แอบอมยิ้มมองด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนจะเป่าต่อไปพร้อมหวนย้อนถึงคำพูดของบิดา

เพลงใบไม้น่ะ นอกจากมีไว้ปลอบขวัญผืนป่าแล้วยังมีความหมายอื่นด้วยนะ เอเลซซาร์

อะไรเหรอครับ

คำสัญญายังไงล่ะ

สัญญา

ใช่ เป็นคำสัญญาว่าจะปกป้องดูแลผู้ที่ได้ฟังเพลงนี้ตลอดไปยังไงล่ะ

ดวงตาสีเขียวเข้มมองผู้หลับไหลอยู่บนตักตัวเองอีกครั้ง หากเพลงนี้มีความหมายอย่างที่บิดาเขาว่าไว้จริงล่ะก็เขาก็ขอสัญญาด้วยเพลงนี้เช่นกัน สัญญาต่อเจ้าตัวน้อยที่อยู่ข้างตัวเขานี้ที่จะไม่มีวันมลายไปจากใจเขาด้วยคำสาบานที่เขาขอสาบานกับตัวเองต่อหน้าผืนป่าที่พ่อเขาจงรัก และผืนดินที่แม่ของเขาเกิดและจากไปว่าจะดูแลเจ้าของดวงตาสีม่วงที่แสนสำคัญของเขานี้ไปจนกว่าชีวิตของเขาจะดับสูญไป นิจนิรันดร์

(จบภาคเยาว์วัย)


edit @ 2006/05/01 00:51:54