silence love II-ตอน 14
posted on 01 Mar 2007 02:58 by arshura09 in silence-IIตอน 14
ณ ป้อมปราการเมืองชายแดน กองทัพแห่งเมืองผลึกได้กระจายกำลังตั้งเป็นที่มั่น เพื่อเตรียมรับศึกที่อีกไม่นานก็เข้ามาประชิดเมืองด้วยจิตใจที่ทั้งฮึกเหิมและอีกนัยหนึ่ง หวาดหวั่น เพราะศัตรูเป็นถึงอดีตผู้บัญชาการกองทหาร แต่ในครั้งนี้องค์โทปาซเสด็จมาเอง เหล่าทหารจึงสบายใจขึ้นบ้าง เพราะเชื่อในบุญญาแห่งองค์กษัตริย์
นั่นคือเหตุผลที่โทปาซต้องเสด็จเอง....
เพื่อขวัญและกำลังใจของทหารหาญ
เพื่อ ปัจจัยสำคัญแห่งการรบ
ถึงแม้การมาอาจหมายถึงชีวิต ก็ตาม!!!
อเมทิสต์มองดูกองทหารด้วยจิตใจที่ไม่ผิดแผกกับคนรอบตัวเท่าใดนัก สำหรับเมืองผลึกที่อยู่อย่างสงบมาหลายสิบปีแล้วศึกนี้ดูยิ่งใหญ่นัก ยิ่งใหญ่จนน่ากลัวว่า....
ดวงตาสีม่วงหม่นลงก่อนจะสะบัดความคิดในแง่ร้ายที่อยู่ในหัวให้หลุดไป ในหัวใจพยายามสะกดตัวเองให้ตั้งมั่นและเชื่อมั่นว่าต้องชนะเพียงเท่านั้น!!! แต่จุดประสงค์ที่เขาลงมาจากปราสาทมาไม่ใช่เพื่อดูกำลังทหารที่เกิดจากการรวมตัวของสองเมือง แต่เพื่อตามหา...
เอเลซซาร์....ไปอยู่ไหนน่ะเนี่ย....
ร่างเล็กลัดเลี้ยวไปตามมุมปราสาท จนไปเห็นร่างร่างหนึ่งหลบอยู่ในมุมมืด เส้นผมสีทองที่สะท้อนกับแสงจันทร์ทำให้เขาพอจะเดาได้ไม่ยากว่านั่นคือ เอเลซซาร์ ทว่าเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติ
เอเลซซาร์กำลังนั่งหอบหายใจ เหงื่อผุดพรายทั่วใบหน้า มือเรียวเกาะกุมผลึกสีฟ้าเอาไว้แน่น ราวกับจะขอพลังจากสิ่งนั้น เรียวปากซีดเม้มเข้าหากันคล้ายอดทนจากอะไรบางอย่าง ร่างทั้งร่างสั่นเทาราวลูกนกตกน้ำ
เอเลซซาร์!!!
ดวงตาสีเขียวเข้มหันมาตามเสียงด้วยแววตระหนก ดวงหน้าเนียนเซียวซีดจนน่าตกใจ จนร่างบางๆอดเข้าไปนั่งใกล้ๆเพื่อดูแลไม่ได้
เป็นอย่างที่ข้ากังวลสินะ....
มือเรียวเลื่อนขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าคมนั้น จนสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของร่างกายคนตรงหน้า หยาดเหงื่อที่ไหลริน ริมฝีปากบางๆที่กำลังสั่น เป็นสิ่งที่เขาเริ่มสังเกตเห็นตั้งแต่เดินทางเข้ามาที่นี่
ดูเหมือนว่ายิ่งใกล้ โอนิกซ์ เอเลซซาร์ก็ยิ่งถูกกดดันจากความทรงจำในอดีตมากขึ้น และกำลังทรมานจากการถูกมันหลอกหลอนอยู่ ดวงตาสีม่วงมองคนตรงหน้าด้วยแววตาเจ็บปวด มือเรียวประคองใบหน้าชื้นเหงื่อไว้ก่อนจะจรดหน้าผากตนแนบชิดกับหน้าผากร่างที่กำลังอดทนเหนื่อยอ่อน
ข้าไม่น่า...พาเจ้ามาเลย....สินะ...
เอเลซซาร์เงยหน้าขึ้นไปมองร่างบางๆด้วยแววตาเศร้าไม่แพ้กัน แม้เขาจะหวาดกลัวเรื่องราวในอดีตนักหนา ทว่าหากในยามนี้สำหรับเอเลซซาร์สิ่งที่มากเหนือความกลัวก็คือ ความอบอุ่นที่มือเรียวบางยื่นมาให้ ความจริงใจที่ถ่ายทอดจากผิวกายที่สัมผัสกันอยู่
มือนี้เคยเล็กกว่าเขาเท่านึงเมื่อหลายปีก่อน แต่เวลานี้ทัดเทียมกัน
เคยเป็นเพียงเพื่อนสนิท แต่ตอนนี้เป็นคนสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด
สำหรับเขาแค่เพียงเท่านี้ ถึงแม้ชีวิตเขาต้องเอามาทิ้งไว้ที่นี่ก็ไม่เป็นไร
ขอแค่ได้ปกป้องคนคนนี้ ขอแค่ให้คนคนนี้มีความสุข
เอเลซซาร์.....!!!!
เร็วกว่าความคิดวงแขนของเจ้าของดวงตาสีใบไม้ ฉุดรั้งลำคอระหงเข้ามาใกล้ก่อนจะประกบริมฝีปากลงบนริมฝีปากบางแผ่วเบาหากลึกล้ำ เรียวลิ้นแทรกเข้าหาความฉ่ำหวานภายในอย่างหลงใหลและอ่อนโยน แรกๆคนถูกล่วงล้ำคล้ายขัดขืนทว่านานเข้าก็โอนอ่อนด้วยดี จนกระทั่งริมฝีปากถูกถอนออกจากกัน ร่างนั้นจึงได้สติ ใบหน้าแดงระเรื่อ
ท...ทำอะไรน่ะ!?เอเลซซาร์...
รอยยิ้มหวานปนเศร้าถูกระบายขึ้นบนใบหน้าแทนคำตอบที่อเมทิสต์เองก็เข้าใจดีว่าหมายถึงสิ่งใด หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่ตอนนี้ทั้งหัวใจที่กำลังเต้นไม่เป็นส่ำ กับใบหน้าคนตรงหน้าทำให้เขาวางตัวเป็น ปกติไม่ได้
ถ้าทำได้ขนาดนี้ ก็แสดงว่าหายดีแล้วล่ะสิ งั้น จ....เจอกันพรุ่งนี้นะ!!!
ดวงตาสีเขียวมองตามร่างที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งจากไปด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ความเย็นยะเยือกในอกยังคงอยู่ แต่ความอบอุ่นที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ทำให้มันเบาบางลงไปมากมาย
ร่างโปร่งค่อยๆหยัดยืนขึ้น หินในมือเปล่งแสงวาวแวมขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับว่า เจ้าของชีวิตแห่งหินยังคงอยู่เคียงข้างไม่จากไปไหน เจ้าของนามศิลาพรายเหยียดยิ้มก่อนจะวางหินนั้นไว้แนบอก แล้วผูกมันไว้เป็นสร้อยคอ...
เขาเชื่อลาพิสแลสซูรีย์ไม่ได้จากไปไกล แต่ยังคงมองดูและเป็นกำลังใจให้พวกเขาอยู่เสมอ
จนกว่าการต่อสู้นี้จะสิ้นสุด!!!!
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
พลบค่ำ เอเลซซาร์เลือกกิ่งไม้กิ่งหนึ่งบนต้นไม้สูงเป็นที่นอนดังเช่นปกติ เสียงสายลมที่พัดพลิ้วตลอดจนความเย็นระเรื่อยเอื่อยๆของมันเหมือนเพลงกล่อมเด็กที่ช่วยให้เขาหลับสบายได้ และอีกอย่างหากสายลมมีการเปลี่ยนทิศเขาก็จะรับรู้ได้โดยเร็วยิ่งกว่าการเฝ้ารอให้เหล่าทหารยามมองเห็นศัตรูจากบนที่สูงเสียอีก
เอเลซซาร์....
เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากเบื้องโคนของต้นไม้ที่ใช้พักพิง ทำให้ดวงตาสีเขียวเข้มกะพริบขึ้นแล้วหันมองลงไปที่ต้นกำเนิดของเสียงและก็ต้องแปลกใจเมื่อผู้ที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้น คือ องค์โทปาซ ร่างโปร่งจึงรีบปล่อยตัวเองลงสู่เบื้องล่างด้วยท่วงท่าราวกับโบยบิน เส้นผมสีทองสะบัดพลิ้วก่อนจะตกลงข้างใบหน้าคมงามยามเมื่อถวายความเคารพแด่คนตรงหน้า เรียกรอยแย้มสรวลให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
ยังคงเหมือนกับสายลมไม่เปลี่ยนเลยนะ เอเลซซาร์....
ดวงตาสีเขียวฉายแววแปลกใจเมื่อได้ยินคำตรัส ทว่านัยน์เนตรสีทองนั้นกลับฉายแววปราณีแทนคำตอบ
จำไม่ได้เหรอ ตอนเด็กพี่ชอบชมเจ้าแบบนั้นเอเลซซาร์....งั้นวันนี้เราคุยกันตามประสาเพื่อนเหมือนเมื่อตอนนั้นดีไหม...
ร่างสูงโปร่งดำเนินนำหน้าไป สร้างความงงงวยให้กับร่างโปร่งเบื้องหลัง ทว่าเมื่อทรงผินพระพักตร์กลับมาตรัสเรียกเจ้าของดวงตาสีเขียวใบไม้ก็เดินตามหลังไปด้วยดี
นานแล้วสินะที่เราไม่ได้คุยกันตามลำพังแบบนี้ คงตั้งแต่พี่ขึ้นครองราชย์ล่ะมั้ง....
เอเลซซาร์พยักหน้าให้ ในขณะที่ผู้ที่ดำเนินนำอยู่เบื้องหน้าไม่ได้หันมามอง หากเข้าใจดีว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังกำลังทำกิริยาเช่นไร อาจเป็นเพราะเมื่อยามเยาว์วัย พวกเขาสนิทกันนักหนา แต่ทว่าเมื่อเวลาผันผ่าน
คนเดินนำเป็นถึงกษัตริย์ฐานะอันสูงศักดิ์นักหนา แต่ผู้ที่เดินตามมาฐานะเด็กต้องห้าม ของเผ่า
ความห่างไกลแห่งฐานะ ทำให้ความเป็นเพื่อนและพี่ชายต้องห่างเหิน
แต่ความผูกพันใช่ว่าจะเลือนหาย ไปกับกาลเวลาหรือการมองของใคร
มันยังคงอยู่ในใจของผู้ที่เคยมีความทรงจำร่วมกันอยู่เสมอ...
ไม่ว่าเมื่อใด...
ยังจำได้ไหม ถ้าว่างจากการฝึก พวกเราจะหาที่นั่งฝึกเวทมนตร์กัน....
รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าเอเลซซาร์ ภาพในวัยเยาว์กลับมาอีกครั้ง ทั้งการหัวเราะต่อกระซิก ทั้งการหยอกเอินเล่นหัว ราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ช่วงเวลาแห่งความสุขที่อยู่ในความทรงจำ
เอเลซซาร์...
.......
เจ้ายังจำมนต์ที่พี่เคยคิดค้นร่วมกับเจ้าได้ไหม...
ร่างโปร่งพยักหน้าอีกครั้ง อย่างจะตอบว่าไม่มีทางลืมเลือน เรียกรอยแย้มสรวลให้ปรากฏออกมาอีกครา รอยแย้มสรวลที่ทรงมีเสมอเมื่อครั้งเยาว์ชันษา
งั้นเรามาทำกันอีกครั้งเถอะ....
พระหัตถ์ถูกวาดออกด้านข้าง ก่อนเนรมิตแสงสีเหลืองทองออกมาราวกับลูกแก้วแห่งแสง ดวงตาสีเขียวเข้มมองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะทำสิ่งเดียวกัน เพียงแต่สิ่งที่อยู่ในมือทั้งสองข้างเป็นลูกแก้วสีเขียวใส องค์โทปาซทอดพระเนตรนิ่งจนกระทั่งลูกแก้วขยายขนาดเป็นลูกบอลขนาดเหมาะมือจึงส่งให้กับผู้ที่กำลังสร้างลูกแก้วสีมรกต และราวกับรู้กัน เรียวนิ้วของมือข้างหนึ่งยื่นออกรับลูกแก้วพลังที่ถูกส่งมาก่อนจะกรีดกลิ้งลูกแก้วในมือทั้งคู่ไปมาราวกับร่ายรำ
สีของลูกแก้วที่ต่างกันวิ่งวนไล้สลับกับการขยับนิ้วมองคล้ายลำแสงหิ่งห้อยที่บินวนฉวัดเฉวียนไปมาท่ามกลางความมืด ก่อนที่ร่างบางจะส่งมันคืนให้กับผู้ที่ส่งมาให้ก่อน องค์โทปาซแย้มสรวลร่า รับมันคืนมาพร้อมตวัดกลิ้งเหล่าลูกแก้วให้หมุนวนไปมาด้วยท่วงท่าสง่างามไม่แพ้สายเลือดพรายที่โชว์ลวดลายไปก่อน
เมื่อเล่นจนพอใจแล้ว พระหัตถ์ทั้งคู่ก็ตวัดลูกแก้วทั้งหมดขึ้นสู่ฟ้า ก่อนพระหัตถ์จะเลื่อนเข้าหากันพร้อมๆกับที่อีกร่างเลื่อนมือเข้ากันราวกับนัดกันไว้ พลันเสียงตบมือดังขึ้นสามครั้ง ลูกแก้วแห่งแสงสองสีแตกกระจายไปทั่วบริเวณ มองไปคล้ายแสงจากหิมะที่โปรยปรายลงมา ทั้งคู่มองผลงานที่เกิดขึ้นก่อนเปล่งเสียงหัวเราะครื้นเครง
พี่ไม่ได้หัวเราะนานเท่าไหร่แล้วนะ....
ดวงตาสีเขียวหม่นลงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น แต่สำหรับเขาคงไม่อาจมีคำพูดใดปลอบโยนเพื่อนที่อยู่ไม่ไกลตัวนั้นได้ หาใช่เพราะไร้เสียง แต่ด้วยฐานะที่แตกต่างที่ค้ำคออยู่
ถ้าเป็นไปได้... พี่อยากจะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง จะได้เล่นกับเจ้า เล่นกับอเมทิสต์ ได้ทั้งวัน ตอนนั้นพี่สนุกมากจริงๆ สนุกมาก...นัยน์เนตรสีทองสุกใสเริ่มส่องประกายหม่นแต่ตอนนี้มันคง...เป็นไปไม่ได้....
พี่เป็นกษัตริย์....พี่ต้องอดทนสินะ...
รอยแย้มสรวลนั้นเศร้านัก แม้จะทรงกลบเกลื่อนด้วยการทรงสรวลเบาๆแต่ไม่อาจปิดบังความเศร้าในพระทัยได้เลยแม้แต่น้อย ส่วนเอเลซซาร์ก็ทำได้เพียงก้มหน้านิ่ง
เอเลซซาร์....เจ้ารักอเมทิสต์ไหม!?
ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างแสดงความตระหนกออกมาอย่างไม่ปิดกั้น นั่นทำให้พระเนตรสีทองเบิกขึ้นไม่แพ้กันกับปฏิกิริยาที่ทรงทอดพระเนตรเห็นตรงหน้า เป็นคำตอบที่มากเพียงพอ โดยไม่ต้องมีคำพูด ก่อนที่ริมพระโอษฐ์จะถูกยกขึ้น
ถ้างั้น...พี่ก็สบายใจ....อเมทิสต์คงจะปลอดภัยในศึกนี้...ด้วยมือเจ้า...
เสียงทอดพระอัสสาสะดังขึ้นแผ่วเบา เพื่อทอดถอนความหนักแห่งภาระแห่งพระทัยให้เบาบางลง ก่อนจะทรงดำเนินย้อนกลับมายืนตรงหน้าเพื่อนสนิท เนตรสีทองสั่นระริกจนเอเลซซาร์ยังรู้สึก
เอเลซซาร์...ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก พี่เองยังไม่รู้เลยว่าจะสามารถรอดกลับไปได้หรือไม่... เพราะอย่างนั้นพี่ขอร้องเจ้า....หัตถ์หนาหนักถูกวางลงบนไหล่อันบอบบางของเอเลซซาร์ปกป้องอเมทิสต์ ได้โปรด.... พี่ขอร้องเจ้า...ได้ไหม
ดวงตาสีเขียวจ้องลึกเข้าไปในเนตรคนตรงหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะพยักหน้าลงด้วยแววตาเชื่อมั่น
ขอบใจ...เอเลซซาร์...
อ้อมพระพาหาโอบรัดร่างบางเข้ามาหาตัว ราวกับจะทรงซ่อนพระอัสสุชลที่กำลังเอ่อคลอมิให้หลั่งรินลงต่อหน้าผู้ที่อยู่ในวงแขน นิ่งนานที่ทั้งสองร่างต่างนิ่งงัน ไร้ซึ่งคำพูด ไร้ซึ่งเสียงสะอื้น ทว่าความเจ็บปวดมิได้ลางเลือน กลับมากขึ้นจนหายใจติดขัด
ร่างสูงคลายวงแขนลงช้าๆ เสียงทอดพระอัสสาสะดังขึ้นอีกคำรบ ผินพระพักตร์หันเบื้องปฤษฎางค์ให้ร่างโปร่งบางเบื้องหลัง ถ้อยรับสั่งกลับเป็นในฐานะผู้ครองแผ่นดิน
การศึกในวันพรุ่งนี้ ข้าฝากเจ้าด้วย เอเลซซาร์...
เจ้าของนามศิลาพรายโค้งคำนับให้ร่างตรงหน้าอย่างสูงสุด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น เพื่อข่มความเจ็บปวด
สำหรับเขาโทปาซคือชื่อของพี่ชายที่ใจดีและเพื่อนที่หาที่ใดไม่ได้
แต่สำหรับบ้านเมืองนามนั้นคือกษัตริย์ ที่มีชีวิตอยู่เพื่อดำรงความมั่นคงแห่งแผ่นดิน
ดำรงแม้จะเหลือฝากไว้เพียงชื่อ ไว้ประดับบนแผ่นดินนี้ก็ตาม!!!
.: You Gotta Have FAITH!!!!!!! :.