silence love II ตอน 13
posted on 11 May 2006 21:31 by arshura09 in silence-IIsilence love II ตอน 13
เมืองผลึกทั้งเมืองอยู่ในภาวะตื่นตระหนก เมื่อข่าวการสิ้นแห่งแลสซูรีย์ผู้เปรียบดั่งมือขวาขององค์โทปาซกระจายไปทั่ว ในยามศึกเช่นนี้การเสียผู้กล้าที่มีความสามารถอย่างแลสซูรีย์ไป ก็เท่ากับเมืองผลึกตกเป็นรองลงไปอีกขั้น ถ้าบวกกับที่เทกต์ไทต์กลายเป็นศัตรูเข้าอีก ก็เท่ากับว่าเมืองกำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่ง
ตอนนี้เราควรทำอย่างไร!?สุรเสียงวิตกแห่งองค์กษัตริย์ตรัสถามขึ้นในที่ประชุมเหล่าขุนนาง หากไร้เสียงใดตอบกลับ นั่นยิ่งตอกย้ำให้ทรงตระหนักได้ดีถึงสถานการณ์ระส่ำระสายของเมืองในขณะนี้ได้ดียิ่งขึ้น จึงทรงเลิกประชุมที่แสนอึดอัดนั้นแล้วเสด็จไปหาพระชายา ซึ่งเป็นเพียงที่เดียวที่ทรงจะพำนักพระทัยได้ในเวลานี้
ดูท่าเมืองเราจะเข้าตาจนเสียแล้วกระมัง...รูบี้ ข้าควรทำเช่นใดในยามนี้ดี...ทำเช่นไรจึงจะรักษาเมืองนี้ไว้ได้...แววเนตรอันเจ็บปวดแห่งพระองค์ฉายออกมาบ่งบอกถึงความกังวลอย่างสุดแสน ซึ่งพระชายาก็ทรงทราบดีถึงความรู้สึกนั้น จึงเอื้อมพระหัตถ์ไปบีบหัตถ์แห่งพระสวามีไว้แน่นราวกับจะส่งพลังที่มีทั้งหมดไปสู่ผู้เป็นที่รัก
อย่าทรงคิดมากเลยเพคะ วันนี้ทรงเหนื่อยมามากพอแล้ว พักผ่อนพระวรกายเสียก่อนแล้วพรุ่งนี้เมื่อทรงตื่นบรรทม คงจะมีเรื่องดีๆตามมาเพคะ...
นั่นสินะ...
พระชายาคนงามแย้มสรวลให้สวามีก่อนจะเสด็จพาพระสวามีไปยังพระที่ เมื่อประตูห้องบรรทมปิดลง องค์อเมทิสต์ที่เฝ้าแอบมองผู้มีศักดิ์เป็นพระเชษฐาและพระเชษฐภคินีจากพระแกลก็ถอนหายใจเบาๆก่อนจะทิ้งร่างของตนลงมายังเบื้องล่างด้วยวิชาที่ได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ด้วยหัวใจอันหนักอึ้งที่ตนทำได้เพียงมองดูอยู่ห่างๆ ไม่สามารถช่วยอะไรได้
ข้าควรทำอย่างไรดี....
นั่นเป็นคำถามซ้ำไปมาที่เขาถามตัวเองบ่อยครั้งแต่คำตอบก็ไม่ปรากฏ ทุกย่างก้าวที่จะก้าวต่อไปชั่งหนักหนากว่าที่เคย เมื่อไหร่การสูญเสียจึงจะสิ้นสุดเสียทีกันหนอ...เมื่อไหร่
สายลมเย็นๆยามค่ำพัดพลิ้ว ดวงจันทร์เต็มดวงทอแสงนวลตา แล้วฝีเท้าของเขาก็มาหยุดยืนที่หน้าที่พำนักแห่งบุคคลที่เพิ่งจากไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แม้ทุกอย่างที่เขาเห็นจะยังเหมือนเดิม หากเขารู้ดี...บัดนี้ที่นี่จะไม่มีเงาของเจ้าของบ้านผู้แสนใจดีนั้นอีกแล้ว
ท่านอา...ทำไมข้าถึงปกป้องท่านไม่ได้นะทำไม ทำไม!?
เขาตัดพ้ออย่างเจ็บปวด จนกระทั่งแว่วเสียงเพลงใบไม้จากชั้นบน ทำนองนั้นแว่วหวานหากรันทดบาดลึกบ่งบอกถึงความรู้สึกของผู้เป่าที่รวดร้าวไม่แพ้กันกับผู้ฟังที่ไม่ต้องทายเขาก็รู้ว่าใครเป็นผู้เป่า ร่างบางก้าวตามเสียงนั้นไปจนถึงดาดฟ้า และเขาก็ได้พบดังคาด เอเลซซาร์อยู่ที่นั่น...บรรเลงเพลงอย่างเดียวดาย ในมือข้างหนึ่งกุมผลึกที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของลาพิสแลสซูรีย์ไว้แน่น ภาพนั้น...ทำให้อเมทิสต์คิดย้อนไปถึงตอนที่พวกเขาพาร่างอันไร้วิญญาณของท่านอากลับมาถึงเมือง เมื่อพวกเขาวางร่างนั้นแตะผืนดิน ร่างที่มีเลือดเนื้อก็กลายเป็นหินสีฟ้าและแตกสลายเป็นชิ้นๆไปต่อหน้าเอเลซซาร์บ่งชี้ถึงการใช้พลังชีวิตไปจนหมดสิ้น เขายังจำได้ดีถึงเสียงกรีดร้องของเอเลซซาร์ที่กอดรัดชิ้นส่วนผลึกนั้นไว้กับอกราวกับสิ่งล้ำค่านั้นได้ดี...ที่จนบัดนี้ร่างที่อยู่ตรงหน้าเขายังไม่ยอมปล่อยมือจากมันเลยแม้แต่น้อย...
เอเลซซาร์...เขาส่งเสียงเรียกแผ่วเบา หากดังพอที่จำให้ร่างที่ราวกับทอดอาลัยทุกอย่างหยุดท่วงทำนองที่ถ่ายทอดจากใบไม้นั้นลงได้ พร้อมกับหันใบหน้าเย็นเยียบหม่นหมองมายังผู้เรียก ดวงตาสีเขียวเข้มราวกับจะอับแสงลง ริมฝีปากได้รูปเม้มสนิท แม้นไม่มีคำพูดใดออกมา แต่สำหรับผู้ที่มองอยู่แค่นั้นก็มีความหมายมากพอว่าร่างที่สูงกว่าเขานั้นเจ็บปวดมากเพียงใด ร่างเล็กๆก้าวเข้าไปหาร่างนั้นเงยหน้าขึ้นสบตาที่ราวกับมีหยาดน้ำตารื้นอยู่นั้นอย่างเข้าใจ
เจ้าอยู่ที่นี่ตลอดเลยหรือ...เอเลซซาร์
รอยยิ้มบางๆขัดกับดวงตาที่เศร้าสร้อยฉายบนใบหน้าคมได้รูปนั้นชั่วครู่ก่อนจะเลือนหาย คำปลอบใจใดๆคงไม่อาจได้ผลในยามนี้ที่ความอาดูรครอบคลุมไปทั่วบริเวณ เสียงเพลงใบไม้ครวญขึ้นอีกคราด้วยท่วงทำนองอันบาดใจทั้งผู้เป่าและผู้ฟัง เสียงที่ทำให้นึกถึงความทรงจำถึงผู้ล่วงลับ ทั้งรอยยิ้ม คำพูด ตลอดจนใบหน้ายามสุดท้ายขณะมีชีวิต คำสั่งเสียที่ยังดังก้องอยู่ในหู
ข้ารักเจ้านะ เอเลซซาร์ รักเจ้า...
เสียงดนตรีอันเสนาะหยุดลงทันควันเมื่อหยาดน้ำใสๆไหลรินออกมาจากนัยน์ตาคู่สวยรินลงบนหินสีฟ้าที่กำคางไว้ในมือเรียวนั้นอย่างสุดต้านทานด้วยความเจ็บปวดในหัวใจมันเอ่อล้นขึ้นมาปนด้วยความคับแค้นที่ไม่อาจระบาย อเมทิสต์กางแขนออกโอบกอดร่างที่อ่อนระทวยจนทรุดลงของเอเลซซาร์ไว้แน่นด้วยดวงตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาไม่แพ้กัน การปลอบโยนจากผู้มีความรู้สึกเดียวกันนั้นเงียบงัน หากเปี่ยมล้นไปด้วยความอบอุ่นโดยไม่ต้องมีถ้อยคำใดๆเอื้อนเอ่ยออกมา และราวกับปาฏิหาริย์หินสีฟ้าที่ถูกกุมไว้ในมือเปล่งแสงขึ้น ไม่เจิดจ้าหากนวลตาส่องประกายอบอุ่นราวกับจะโอบอุ้มหัวใจที่บอบช้ำของทั้งคู่เอาไว้...คล้ายกับคำปลอบโยนจากที่แสนไกล
ท่านอา...คงจะบอกว่าอย่าร้องไห้แน่เลย...อเมทิสต์ปาดน้ำใสที่รื้นขึ้นมาที่ขอบตาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก หันไปมองดวงจันทร์ที่กำลังส่องสว่าง หันหลังให้กับอีกคนที่นั่งอยู่กับพื้นราวกับจะซ่อนน้ำตาที่กำลังหลั่งไหลออกมา
นับจากนี้ คงมีอีกหลายเรื่องที่พวกเราต้องทำอีกมาก ทั้งเรื่องบ้านเมือง เรื่องแก้แค้นให้กับท่านอา...ริมฝีปากได้รูปเม้มเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อเขานึกถึงผู้ที่เขาจะต้องแก้แค้น ที่ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าเป็นศัตรู หากในส่วนลึกของหัวใจภาพของคนที่เคยรักยังคงแจ่มชัดยิ่ง ชัดเจนจนในเขาเจ็บปวด ทว่าเวลานี้เขาขอสัญญากับตัวเองว่าเขาต้องทำให้ได้ มือเล็กๆกำเข้าหากันอย่างสั่นระริกราวกับจะเรียกความเข้มแข็งหากร่างทั้งร่างกลับสั่นเทาด้วยความปวดร้าว
ข้าจะสู้ต่อไป....ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะสู้!!!!
เอเลซซาร์มองดูร่างนั้นอย่างเข้าใจ ในความรู้สึก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ใช่...อเมทิสต์กล่าวถูกแล้ว นี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาอ่อนแอ นัยน์ตาสีเขียวจ้องมองหินสีฟ้าในมือตนอีกครั้ง ก่อนจะดึงเอาเส้นผมสีทองของตนมารัดไว้กับหินก้อนนั้นก่อนจะใช้พลังผนึกเส้นผมให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับหินนั้น แทนคำสัญญาแด่ผู้ที่จากไป ผู้ที่สละชีวิตเพื่อเขาว่าเขาจะเข้มแข็งและอยู่ต่อไปเพื่อคนที่เขารักเช่นกัน
เอเลซซาร์ผุดลุกขึ้นโอบวงแขนอุ่นไปยังร่างที่กำลังสั่นเทาของอเมทิสต์และสัมผัสได้ถึงหยาดน้ำที่ไหลรินลงมาต้อง เขารู้ดีว่าร่างน้อยๆในวงแขนทรมานเพียงใดในการเลือกในครั้งนี้ เลือกที่จะเป็นศัตรูกับคนที่เคยรักมากกว่าใคร เทกต์ไทต์ท่านจะรู้บ้างไหมถึงความเสียใจของอเมทิสต์ในยามนี้ หากเป็นไปได้ เขาอยากให้ความรู้สึกของอเมทิสต์ส่งไปถึงเทกต์ไทต์เหลือเกิน อยากให้ร่างนั้นกลับคืนมาเป็นคนเดิมและกลับมาอยู่เคียงข้างคนที่เขารักมันคงจะดีไม่น้อย
อาจจะแปลก แต่สำหรับเขา...ทนได้เสมอ ถ้ามันได้มาซึ่งรอยยิ้มของเจ้าตัวน้อยเขาแลกได้ทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของเขาเอง เขารัดร่างนั้นมาชิดกับร่างเขามากขึ้นแทนความหมายว่า
ข้าจะสู้อยู่เคียงข้างเจ้า
อเมทิสต์เอื้อมมือของตนไปกุมมือของเอเลซซาร์ที่กุมหินสีฟ้าที่บัดนี้มีเส้นไหมสีทองคำไหลวนอยู่เอาไว้แน่น ก่อนจะปล่อยให้หยดน้ำตาสุดท้ายไหลรินลงอาบแก้ม เพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่ลาพิส แลสซูรีย์ที่นับจากนี้ไปผู้ที่รู้จักหินชื่อเดียวกันนี้จะจดจำถึงรูปลักษณ์นี้ของมันไปตลอด เป็นตัวแทนถึงบุรุษผู้เข้มแข็งผู้จากไปผู้หนึ่งผู้มีดวงตาสีฟ้าที่ทำให้ผู้อยู่เคียงข้างมีความสุขอยู่เสมอ และมีหัวใจดั่งทองคำดั่งเส้นไหมที่วางเรียงอยู่บนหินนี้ตลอดไป...
.................................................................................................................................................
ณ ท้องพระโรงเมืองผลึก กษัตริย์หนุ่มกำลังทรงขอคำปรึกษาในเรื่องการศึกประชิดชายแดนอย่างคร่ำเคร่ง ครั้งนี้แน่ชัดแล้วว่าผู้นำทัพคืออดีตแม่ทัพแห่งเมืองผลึก สถานการณ์เสียเปรียบเช่นนี้ไม่ว่าใครก็คงรู้ว่าแผนการศึกที่จะคิดนั้นยากเย็นนักหนา แต่หรือมีทางเลือกอื่น!!!
สู้!!!หรือ ยอมจำนน!!!มีเพียงเท่านั้น
พวกท่านมีแผนการใดจะเสนอเราหรือไม่!?ถ้อยรับสั่งแฝงด้วยพระอารมรืหวาดวิตก และยิ่งเมื่อทรงทอดพระเนตรมามองใบหน้าสิ้นหวังของเหล่าขุนนางแล้วก็ยิ่งทรงรู้ได้ดี....คับขันยิ่งกว่าครั้งใดๆ!!!
ทรงหลับพระเนตรทอดพระอัสสาสะอย่างเหนื่อยอ่อน หนักพระทัย ก่อนจะทรงเลิกประชุมแล้วเสด็จไปหาพระชายา ณ ตำหนัก ซึ่งผู้ที่รออยู่ก็ทรงเข้าใจได้ดีจึงทรงกางพระพาหาออกรับวรองค์ที่เหนื่อยล้าให้พักประทับนั่ง
ข้าควรทำอย่างไรดี.....ทรงตัดพ้อเบาๆภายใต้อ้อมพระพาหาอุ่นของผู้เป็นที่รักที่ทำได้เพียงปลอบประโลมพระทัยนั้นเพียงเท่านั้น ความทุกข์ในพระทัยทำให้ทั้งสององค์ไม่ทันรู้สึกว่าบานทวารที่ปิดไม่สนิทนั้นมีผู้ที่เจ็บปวดไม่แพ้กันประทับนิ่งเงียบอยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่องค์อเมทิสต์ได้ทรงเห็นความอ่อนแอแห่งพระเชษฐาที่ไม่ว่าเมื่อใดจะทรงตั้งรับได้อย่างพระทัยเย็น หากวันนี้ทุกอย่างผิดแผกไป....
ข้าเองก็ต้องทำอะไรบ้างแล้วสินะ....
ราวกับการตัดสินใจนั้นเป็นดั่งธนูพาร่างเล็กๆให้วิ่งแล่นไปยังป่าที่เอเลซซาร์มักจะอยู่ และดังคาดร่างนั้นคงอยู่ที่นั่น พร้อมด้วยมีดสั้นเล่มเล็กๆกรีดเป็นรูปพัดค้างอยู่ที่มือ แล้วชั่วพริบตามีดทั้งหมดก็ถูกพุ่งไปสู่เป้าที่แขวนตามต้นไม้ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำยิ่ง มิไย อเมทิสต์จะไม่ปรบพระหัตถ์ให้อย่างชื่นชม
เก่งมากเลย เอเลซซาร์ ดูท่าว่าข้าจะได้คนช่วยที่ดีเกินใครแล้วสินะ...
นัยน์ตาสีเขียวเข้มส่อแววสงสัย ทว่าเมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของคนตรงหน้าเขาก็พอจะรู้ อเมทิสต์ตัดสินใจแน่แน่วแล้วที่จะสู้ เขาเองก็เช่นกัน....
ข้าจะอาสาท่านพี่ไปแนวหน้า!!!เจ้าจะไปกับข้าไหม!?
นัยน์ตาสีม่วงมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเขียวเข้มอย่างหยั่งเชิงในคำตอบ เจ้าของเนตรเขียวมองตอบกลับมาพร้อมยิ้มที่มุมปาก
ไยต้องถาม!!!เพราะชีวิตนี้เขาสัญญาไว้แล้วว่าจะอยู่เพื่ออเมทิสต์อยู่แล้ว
อยู่เพื่อคนที่รัก ย่อมดีกว่ารักษาชีวิตที่ไม่มีใคร มิใช่หรือ!?
งั้นเราไปขอท่านพี่กันเถอะ!!!
ไม่ได้!!!สุรเสียงเข้มดังจนเหมือนจะตวาด เมื่อทั้งคู่ไปแจ้งความจำนงแห่งตนแด่ผู้มีศักดิ์เป็นเชษฐา
ทำไมล่ะพะยะค่ะเสด็จพี่!?
เนตรสีทองหันกลับมาทอดพระเนตร แววพระเนตรคมกล้ามีแววกร้าวผิดจากเดิมที่เคยเป็น
อเมทิสต์....เจ้ามีศักดิ์เป็นน้องพี่ เป็นยุวราชแห่งเมืองผลึก เจ้าเท่านั้นที่พี่จะไม่ให้ไป!!!
แต่เสด็จพี่!!!!
ไม่มีแต่!!!!
สุรเสียงเข้มทำเอาเจ้าของเนตรม่วงหรุบเนตรต่ำ กัดฟันแน่นอย่างไม่ได้ดั่งใจ ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายเอื้อมพระหัตถ์มากุมไหล่อันบอบบางของพระอนุชาไว้แน่น
เจ้าเป็นความหวังของพี่นะ อเมทิสต์ พี่ไม่ให้เจ้าไปเสี่ยงแน่...เจ้าต้องอยู่ที่นี่รักษาเมืองไว้ พี่จะยกทัพไปเอง!!!
ไม่ได้พระเจ้าค่ะ น้องไม่ยอมเช่นกัน!!! เสด็จพี่เป็นเสาหลักแห่งประชาชน จะทรงเสด็จไปเสี่ยงไม่ได้ยิ่งกว่า!!!
เพราะพี่เป็นเสาหลัก พี่ถึงต้องไป!!! เจ้าต้องเข้าใจมิใช่หรือ อเมทิสต์ ในยามบ้านเมืองระส่ำระสายเช่นนี้ พี่ต้องไป!!!
เสด็จพี่!!!
เนตรหม่นของคนตรงหน้าหยุดองค์ชายรองไว้ชะงัด นี่....เป็นหน้าที่แห่งผู้ปกครองประเทศนี้ที่ต้องทรงเสียสละ และต้องทรงกระทำ
พี่ว่าเราคุยกันเข้าใจแล้ว....อีก 1 สัปดาห์พี่จะเคลื่อนทัพ เจ้าไปพักผ่อนเถอะ
เจ้าของนัยน์ตาสีม่วงมองผู้เป็นกษัตริย์อันมีศักดิ์เป็นเชษฐาอย่างตัดพ้อ ก่อนจะเดินออกไปสู่ภายนอกด้วยอารมณ์เจ็บปวดยิ่ง องค์โทปาซเองก็ได้แต่ทอดพระอัสสาสะด้วยความรู้สึกอึดอัดมิแพ้กัน เอเลซซาร์มองไปที่องค์โทปาซชั่วครู่ ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้ที่อยู่ตรงหน้าเพราะเขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน หากความมุ่งมั่นของอเมทิสต์ เขาเองก็อยากตอบสนอง
เอเลซซาร์!!!!สุรเสียงเบาเรียกผู้เป็นเพื่อนเรียนไว้ก่อนที่ร่างเยาว์วัยกว่าจะเดินจากไปอีกคน
พี่ฝากอเมทิสต์ไว้ที่เจ้าแล้วนะ....
เอเลซซาร์พยักหน้ารับ หากในหัวใจมีเสี้ยวหนึ่งทำให้เขารู้สึกประหวั่นใจยิ่งกับการที่องค์โทปาซตรัสเช่นนั้น เพราะครั้งหนึ่งผู้เป็นอาจารย์เขาเคยกล่าวไว้เฉกกัน แล้วคนผู้นั้นก็ไม่กลับมา ครั้งนี้เล่า....
เจ้าไม่ต้องห่วงพี่หรอก....สุรเสียงทุ้มดังขึ้นอีกราวกับรู้ใจเขา ก่อนที่หัตถ์ทั้งคู่จะกดเข้ากับบ่าไหล่ด้วยน้ำหนักที่เขารับรู้ได้ถึงภาระที่เขาจะต้องรับหลังจากที่คนผู้นี้จากไป
พี่ยินดีที่จะเสียสละเพื่อเมืองนี้....ด้วยใจของพี่เอง!!!
เอเลซซาร์ทรุดลงทำความเคารพร่างตรงหน้าด้วยความเคารพสูงสุดเมื่อรับรู้ได้ด้วยใจ คนผู้นี้เกิดมาเพื่อเป็นกษัตริย์ เกิดมาเพื่อเมืองนี้แน่แท้ ก่อนจะขอตัวออกมาเพื่อตามอเมทิสต์ที่ออกมาก่อน...ทิ้งให้องค์โทปาซอยู่เพียงลำพัง สุรเสียงพระบิดายังคงดังก้องในสำนึก
โทปาซ...การเป็นกษัตริย์ หาเป็นได้เพียงยศศักดิ์ไม่ แต่เจ้าต้องเป็นได้ทั้งตัวและวิญญาณ!!!
...........................................................................................................................................................
เจ้าคงไม่ได้มาเพื่อบอกข้าให้ทำตามที่ท่านพี่ต้องการหรอกใช่ไหม!?
ร่างเล็กๆยืนอยู่ที่หน้าบ้านอันเคยเป็นที่พำนักของลาพิสแลสซูรีย์โดยไม่หันมามองเมื่อสัมผัสได้ถึงฝีเท้าอันเงียบกริบแห่งสายโลหิตพรายเจ้าของเอเลซซาร์ดูตามท่าทางแล้วดูท่าเจ้าตัวน้อยจะยังขัดใจอยู่
ข้า....อ่อนแอน่าปกป้องนักหรือ เอเลซซาร์!? ทุกคนถึงได้เอาแต่จะปกป้องข้านัก....
ไม่มีคำตอบ แต่คงไม่ใช่แค่เพราะเอเลซซาร์พูดไม่ได้ ทว่า...แม้อเมทิสต์จะเข้มแข็งปานใดแต่ในสายตาของผู้ที่รักเขา เขาย่อมน่าปกป้องเสมอ....
ข้าถูกปกป้องเสมอทั้งจากเจ้า ท่านอา ท่านพี่ หรือแม้แต่....ชื่อสุดท้ายถูกกลืนลงลำคออย่างไม่อาจจะนึกถึงได้อีกข้าไม่ต้องการถูกปกป้องอีกแล้ว!!!
เนตรม่วงหันมาสบกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังนิ่งนาน ราวกับจะสื่อความในใจที่มีอยู่ให้กับคนที่อยู่ใกล้ชิดเขาที่สุดให้เข้าใจถึงความต้องการของเขา
ไม่ว่าเจ้ากับท่านพี่จะว่าอย่างไร....ข้าก็จะไป!!!!
ชั่วพริบตาขณะที่เอเลซซาร์ยังยืนตะลึงอยู่กับที่ ร่างบางๆของอเมทิสต์ก็หายไปจากสายตา เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวเข้มได้แต่กัดฟันแน่นกับความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในขณะนี้.....
รับสั่งแห่งกษัตริย์หรือถ้อยคำแห่งผู้เป็นที่รักเขาควรทำตามสิ่งใด....
ควรทำเช่นไร!?
.
ณ วันยาตราทัพ หลังพิธีบวงสรวงเสร็จสิ้น....
กษัตริย์โทปาซทรงเกราะนักรบอย่างองอาจ เสด็จบนหลังราชอาชาคู่พระทัยด้วยพระทัยแน่วแน่ ก่อนจะทรงปลุกใจทหาร ด้วยสุรเสียงดังก้องดังเช่นพระราชบิดาเคยทรงกระทำทุกครั้งยามออกศึก
ทหารทุกท่าน!!!วันนี้ เราจะออกศึก นับแต่นี้ขอพวกท่านจงสู้ไปกับเรา สู้!!!เพื่อลูกเมีย เพื่อคนทุกคนที่พวกท่านรักในเมืองนี้ สู้!!!เพื่อชีวิตทุกชีวิตที่นี่!!!พวกท่านพร้อมใจจะไปกับเราหรือไม่!?
ไป!!!
ดี!!!ถ้างั้นทุกท่านตามข้ามา!!!
เฮ!!!
ทัพใหญ่เคลื่อนออกไปอย่างยิ่งใหญ่พร้อมกับหยาดน้ำตาของเหล่าผู้เป็นที่รักของทหารหาญหลั่งรินลง ไม่เว้นแม้แต่แม่ของแผ่นดินอย่างองค์รูบี้ที่เฝ้าทอดพระเนตรส่งพระสวามีออกรบด้วยแววพระเนตรห่วงใย ไม่แพ้เหล่าพสกนิกรที่รายล้อมอยู่ ทรงลูบพระนาภีเบาๆราวกับจะบอกสายพระโลหิตในพระครรภ์ให้อวยพรส่งพระบิดาให้กรงกลับมาอย่างปลอดภัย
ขอให้ทรงปลอดภัยเพคะ เสด็จพี่....
คล้ายแว่วพระสุรเสียง กษัตริย์หนุ่มผินพระพักตร์กลับ หากระยะทางนั้นไกลเกินกว่าจะทรงทอดพระเนตรเห็นปราสาทได้แล้วจึงได้แต่ทรงลอบถอนพระอัสสาสะ แม้ดำริคำนึงถึงปานใดก็จะทรงแสดงพระอาการมิได้....
รูบี้...ดูแลลูกเราด้วย....
ทำพระทัยให้สบายเถิดพระเจ้าค่ะ....หม่อมฉันจะปกป้องเจ้าพี่เองเสียงกระซิบแผ่วเบามาจากเกราะทหารที่ขับม้าขึ้นมาเคียงข้าง เพียงประโยคเดียว องค์โทปาซย่อมทรงรู้ สุรเสียงนั้นเป็นของ....
อเมทิสต์!!!เจ้ามาได้ยังไง!?
หมวกเกราะถูกเปิดออก เผยให้เห็นเนตรม่วงส่งสายพระเนตรอันคุ้นตาออกมา ก่อนจะทรงอธิบายเหตุผลง่ายๆที่พระเชษฐายังต้องทรงยอมจำนน
หม่อมฉันขอพระเชษฐภคินีแล้วพระเจ้าค่ะ ทรงขอร้องให้ข้าติดตามเสด็จพี่มา และข้าก็ยินดีที่จะทำตามนั้น...องค์โทปาซกำลังจะตรัสบางอย่างเพื่อห้ามหากพระอนุชาหาได้ทรงเปิดโอกาสไม่
เหนือสิ่งอื่นใด ศึกนี้โอนิกซ์เป็นผู้ก่อ....เนตรม่วงส่งประกายกร้าวบ่งชี้ถึงความโกรธพยาบาทที่มีต่อเจ้าของชื่อที่เอ่ยอย่างเหลือล้นข้าจึงต้องไปเพื่อจัดการมันด้วยตัวเองเท่านั้น!!!
อเมทิสต์!!!ชั่วขณะที่จะตรัสเพื่อขัดอีกครั้ง เนตรเขียวเข้มเบื้องหลังอเมทิสต์ มองตรงมาคล้ายจะสื่อความหมาย
ข้าจะปกป้องเขาเอง!!!
ทำเอากษัตริย์หนุ่มจำต้องทรงกลืนคำตรัสนั้นไปตลอดการเดินทาง เมื่อทรงเล็งเห็นความตั้งใจจริงของทั้งคู่ ทรงทอดพระอัสสาสะอีกครั้งเมื่อทรงหันไปทอดพระเนตรพระอนุชาและเอเลซซาร์ก็ทรงอดนึกถึงพระกระแสรับสั่งแห่งพระราชบิดาไม่ได้
โทปาซหากวันใดเจ้าได้ครองแผ่นดิน จงจำคำพ่อไว้ อเมทิสต์น้องเจ้าและสายเลือดพรายเจ้าตัวน้อยนั่นจะเป็นกำลังให้เจ้าได้ แม้ตอนนี้เจ้าจะยังมองไม่เห็น แต่พ่อเชื่อว่าพ่อมองคนไม่พลาดแน่
เสด็จพ่อ....บัดนี้กระแสรับสั่งเป็นจริงแล้ว ขอทรงปกป้องและอำนวยพรแก่พวกเราให้ปลอดภัยกลับมาเถิดพระเจ้าข้า .....
สุรเสียงอธิษฐานดังก้องอยู่ในพระทัย หากแต่ไม่อาจส่งถึงผู้กำหนดโชคชะตา ดังนั้นชะตากรรมจึงมิอาจเปลี่ยนแปลงและดำเนินตามครรลองของมันอย่างไม่มีอะไรหยุดยั้งได้....แม้ว่าชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเศร้าโศกเพียงใดก็ตาม!!!
.: You Gotta Have FAITH!!!!!!! :.
#1 By เบ๊นซ์ on 2006-05-17 09:50