silence love II ตอน 10

posted on 06 May 2006 14:46 by arshura09  in silence-II

silence love ตอน 10

เอเลซซาร์ปรือตาที่เหนื่อยล้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นเลือนรางตรงหน้าคือห้องสี่เหลี่ยมติดผ้าม่านไว้เต็ม แผลที่ถูกทำร้ายถูกพันไว้เรียบร้อยแต่ความเจ็บปวดกลับเลือนรางเมื่อจมูกสัมผัสเข้ากับกลิ่นหอมจางๆที่ตลบอบอวลภายในห้อง มันหอมหวานแต่กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาด เมื่อพยายามขยับตัวลุกขึ้นดูว่าอยู่ที่ใด ร่างกายก็เจ็บแปลบไปทั่วทั้งร่างราวกับจะถูกฉีกจนต้องทรุดลงไปดังเดิม ชั่วขณะนั้นเองที่รู้สึกได้ถึงเสียงพูดคุยจากภายนอก เสียงหนึ่งเป็นเสียงที่เขารู้จักดี

ได้ของที่ต้องการมาแล้ว คราวนี้เจ้าควรจะตอบแทนความกรุณาของข้าบ้างนะ โอนิกซ์

ต้องขอขอบคุณความกรุณาของฝ่าบาทที่ทำให้ข้าได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ข้ารับรองว่าจะทำตามพระประสงค์ให้สำเร็จอย่างแน่นอนพะยะค่ะ

ดี!!!เราเชื่อใจเจ้า เท่านี้เมืองสโตนของเราก็เอาชนะเมืองผลึกได้แล้ว ฮ่าๆๆๆๆ....แล้วคนสำคัญของเจ้าตื่นรึยังล่ะ ข้าได้ยินมาว่างามนักไม่ใช่หรือ ข้าอยากจะเห็นหน้าสักหน

ตอนนี้คงไม่สะดวกพะยะค่ะ เพราะยังมีแผลเต็มตัวไปหมด เอาไว้หายดีก่อนค่อยทรงพบจะดีกว่าพระเจ้าค่ะ

ดี!!! เอาล่ะ ข้าไม่กวนเจ้าแล้วล่ะ คิดว่า ยาที่เจ้าได้จากข้าไป ป่านนี้มันคงออกฤทธิ์แล้วกระมัง

กระหม่อมก็คิดเช่นนั้น....

ถ้างั้นข้าไปล่ะ

พะยะค่ะ น้อมส่งฝ่าบาท

เสียงประตูค่อยๆปิดลง ดวงตาสีดำขลับเปล่งแสงสีทองวาวโรจน์เป็นวงรอบอย่างไม่สบอารมณ์นักของโอนิกซ์ก่อนจะพึมพำเป็นคำสบถ

จิ้งจอกเฒ่า อย่าหวังได้แตะต้องคนของข้าเลย

แล้วเอเลซซาร์ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ตรงที่ตัวเองนอนมากขึ้นๆ ม่านที่ถูกปิดไว้แน่นหนาถูกแหวกเข้ามาทีละชั้นอย่างใจเย็น จนกระทั่งม่านผืนสุดท้ายถูกยกขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าของคนที่เขาไม่อยากเห็นที่สุดที่กำลังแสยะยิ้มอย่างพอใจที่เห็นเขายังนอนนิ่งขยับไปไหนตามใจชอบไม่ได้ ดวงตาสีดำสนิทหากสังเกตดีๆจะเป็นสีทองล้อมรอบจ้องมองไปยังดวงตาสีเขียวเข้มที่มีแววหวาดหวั่นนั้นอย่างรู้ทัน

ไม่ต้องคิดหนีหรอก เอเลซซาร์ เพราะตอนนี้เจ้าอยู่ห่างจากเมืองผลึกมากนัก

เอเลซซาร์พยายามจะขยับตัวแต่แผลที่เขาได้รับหนักกว่าที่คิด พอจะผุดลุกความเจ็บปวดก็ยิ่งแผ่ไปทั่วร่าง จนต้องทรุดลงไปอีกหน

ความเอาจริงเอาจังของเจ้านี่ใครก็สู้ไม่ได้จริงๆนะ เอเลซซาร์ แต่ข้าจะบอกเจ้าเอาไว้เลยว่ามันไม่มีประโยชน์ ภายใต้อานุภาพของกลิ่นนี้นะ ไม่ว่าเจ้าจะอยากขัดขืนขนาดไหนเจ้าก็ทำไม่ได้หรอก

เอเลซซาร์กัดฟันเมื่อมือของผู้พูดเริ่มไล้เอาผ้าห่มที่คลุมร่างเปลือยเปล่าของเขาออก แล้วไล้มือไปตามผ้าพันแผลที่พันอยู่บนบาดแผลของร่างขาวเนียนไปอย่างช้าๆ

เจ้าไม่น่าจะขัดขืนข้าเลยนะ....รู้ทั้งรู้ไม่ใช่รึว่าข้าไม่อยากทำร้ายเจ้าน่ะ...เอเลซซาร์ อย่างนี้ต้องลงโทษกันหน่อยแล้วกระมัง...มือแกร่งกระชากเอาผ้าพันแผลออกเต็มแรงจนเลือดพุ่งกระฉูดจากบาดแผลที่เปิดขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับเจ้าของร่างบางกระตุกเฮือก สีหน้าบ่งบอกถึงความทรมานอย่างสุดแสน แต่ดวงตาสีดำมืดที่เจือขอบด้วยสีทองกลับมองร่างที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉานตัดกับร่างอันขาวเนียนนั้นอย่างพอใจก่อนจะน้อมตัวลงตวัดลิ้นแทรกลึกลงไปที่บาดแผลเหล่านั้นด้วยความปรารถนา ร่างเล็กกว่าสะดุ้งทันทีที่เรียวลิ้นสัมผัสถูก เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะดิ้นรนให้หลุดพ้นแต่น้ำหนักของร่างที่กำลังกดทับอยู่เบื้องบนมากเกินกว่าที่จะทำได้ดังหวัง อีกทั้งกลิ่นหอมที่ตลบอบอวลอยู่ทั่วกลับยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เมื่อรู้ว่าไม่มีทางดิ้นรนได้พ้น ความเจ็บร้าวไปทั่วทั้งหัวใจก็เริ่มแผ่ซ่านขึ้นมาอีกครั้ง ความเกลียดและกลัวจากการถูกบีบคั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มกลั่นออกมาเป็นหยาดน้ำใสที่ไหลรินออกมาจากทั้ง 2 ตา โอนิกต์ยิ้มแสยะเมื่อได้เห็น แววตาที่มองมายังเอเลซซาร์ปราศจากความสงสารใดๆ เพราะตัณหาได้เข้าครอบงำจนมองไม่เห็นสิ่งใดและเริ่มไล้ลิ้นไปกับบาดแผลอื่นๆต่อไป โดยไม่สนใจว่าร่างบางๆจะขบริมฝีปากจนเลือดไหลซึมออกมาจากความคับแค้นใจขนาดไหน กระทั่งบาดแผลใหญ่ทางด้านหลังปิดสนิทลง นั่นแหละร่างเล็กๆถึงได้มีเวลาหอบหายใจ น้ำตายังคงไหลรินออกมาจากดวงตาสีเขียวใสไม่หยุดพอๆกับร่างกายที่ไม่หยุดสั่น....ความเสียวซ่านจากรสสัมผัสผสานกับความความหวาดกลัวทำให้ร่างทั้งร่างถูกตรึงขยับไปไหนไม่ได้ โอนิกซ์ใช้มือข้างหนึ่งปาดน้ำตาที่ไหลอาบหน้าของเอเลซซาร์ออกก่อนจะก้มลงจุมพิตที่ดวงตาทั้งสองข้างเบาๆ แล้ววางร่างลงทาบทับร่างบางจากทางด้านหลัง เอเลซซาร์ถึงกับสะดุ้งเมื่อผิวเนื้อสัมผัสกันอย่างไม่มีอาภรณ์ใดๆปกปิด มือกร้านของโอนิกซ์กอดก่ายข้ามมาทางด้านหน้าบีบเค้นจุดเล็กๆที่หน้าอก ส่วนอีกมือก็ข้ามส่วนเอวคอดกิ่วมาโอบอุ้มส่วนบอบบางที่กลางตัว รสสัมผัสจากมือทั้งคู่ทำเอาร่างเล็กบิดงอด้วยความเสียวซ่าน ร่างกายตอบสนองการสัมผัสนั้นอย่างเต็มที่ทั้งๆที่หัวใจปฏิเสธ กลิ่นหอมหวานที่เขาสูดเข้าไปเต็มที่ยังคงทำงานของมันได้อย่างดี โอนิกซ์ยิ้มด้วยความพึงพอใจเมื่อสัมผัสได้ถึงการตอบรับจากร่างกายที่กำลังเมายาปลุกกำหนัดแล้วมีอำนาจเหนือจิตใจที่ขัดขืนนั้น ก่อนจะลากลิ้นลงมาตามด้านหลังเรื่อยๆจนถึงช่องทางเล็กๆที่บัดนี้เปียกชื้นไปหมดจากรสสัมผัสที่เขาป็นคนมอบให้แล้วใช้เรียวลิ้นตวัดผ่าน เอเลซซาร์สะดุ้งเฮือกพยายามดิ้นเป็นครั้งสุดท้ายแต่ร่างกายกลับร้อนเร่ารับเรียวลิ้นนั้นอย่างดี เป็นจังหวะให้ร่างแข็งแรงกว่าที่กำลังทาบทับอยู่แทรกตัวเข้าไปยังช่องแคบนั้นสุดแรง นำความเจ็บปวดมาสู่ร่างเบื้องล่างอย่างไม่อาจบรรยาย จนดวงใจที่เจ็บปวดกรีดร้องออกมาเป็นชื่อคนคนหนึ่งที่แม้ไม่ออกมาเป็นคำพูดแต่เสียงก็สะท้อนก้องไปถึงเจ้าของชื่อ

อเมทิสต์!!!!!

....................................................................................................................................................

เอเลซซาร์!!!!

ดวงตาสีม่วงกะพริบขึ้นอย่างตื่นตระหนกคลับคล้ายได้ยินเสียงเรียกจากใครบางคนที่อยู่ในที่ไกลแสนไกล ทำให้เขารีบผุดลุกขึ้นมาทันที ทว่าความเจ็บปวดจากแผลฉกรรจ์ที่หน้าท้องและตามตัวทำให้เขาต้องทรุดลงตัวงอก่องอขิงอยู่เป็นนานด้วยความปวดร้าวทั้งกายและใจ หากเป็นไปได้เขาอยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความฝัน อยากให้เทกต์ไทต์ที่เป็นคนทำร้ายเขาอย่างฉกาจฉกรรจ์ครั้งนี้เป็นเพียงภาพลวงตา แต่เขาก็รู้ดีว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องจริง อย่างน้อยแผลตามร่างกายเขาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี และคนที่รับเคราะห์จากการโจมตีจากชายที่เขารักเหนือใครก็เป็นเพื่อนรักของเขาเอง

จริงสิ เอเลซซาร์!?

อเมทิสต์กัดฟันทนลุกไปที่ห้องของเพื่อนรัก ที่เขาเชื่อว่าเพื่อนเขาต้องกำลังรักษาที่หนักกว่าเขามากมายอยู่อย่างแน่นอน แต่เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปในห้อง....ห้องนั้นกลับปราศจากเงาร่างของคนที่เขาต้องการหา

เอเลซซาร์ถูกโอนิกซ์เอาตัวไปแล้วล่ะ....

อเมทิสต์หันขวับไปหาเจ้าของเสียงทางด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าเข้มของลาพิสแลสซูรีย์ยิ้มเศร้าแทนการยืนยันคำพูด ในมือของเขามีขวดแก้วใสที่บรรจุสุราเอาไว้กว่าครึ่งขวดและแก้วอีกหนึ่งใบ เขาผายมือเชิญผู้มีศักดิ์เป็นหลานเข้าไปในห้องของเอเลซซาร์

ไปนั่งคุยกันในห้องเถอะ ยืนอยู่อย่างนี้ไม่ดีต่อสุขภาพของเจ้านักหรอก

ครับ

ทั้งคู่ยึดโต๊ะที่อยู่กลางห้องเป็นที่วางขวดและแก้วที่แลสซูรีย์นำมาด้วยก่อนจะทรุดลงกับเก้าอี้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะตัวดังกล่าวนักอย่างเหนื่อยล้าที่บัดนี้ไม่รู้ว่าอยู่แห่งใด หากอเมทิสต์ก็ไม่กล้าที่จะซักไซ้เรื่องที่ตนกำลังสงสัยที่เกิดขึ้นขณะตนหลับได้ จึงได้แต่ถามถึงอาการของคนตรงหน้า

ท่านอา บาดแผลท่านเป็นไงบ้าง!?

อาน่ะเป็นถึงหมอหลวงประจำราชสำนักนะ ถ้ารักษาบาดแผลตัวเองไม่ได้ก็ควรจะถูกถอดออกจากตำแหน่งเสียดีกว่า ว่าแต่เจ้าเถอะอาการเป็นอย่างไรบ้าง!?

ก็ค่อยยังชั่วแล้วล่ะครับ เอ่อ...

เจ้าอยากจะถามอะไรหรืออเมทิสต์!?ของเหลวสีน้ำตาลอ่อนถูกรินลงแก้วใสก่อนที่เจ้าของคำพูดจะยกขึ้นจิบช้าๆราวกับจะดับความรุ่มร้อนในใจ อเมทิสต์มองผู้มีศักดิ์เป็นอานิ่ง ปกติเขาไม่เคยเห็นคนผู้นี้ดับความทุกข์ด้วยน้ำเมาเลยสักครั้ง ลาพิสแลสซูรีย์สุขุมเสมอเขาจะไม่มีทางดื่มสิ่งเหล่านี้ที่ทำลายสติของตนเป็นอันขาด หากในยามนี้ ยามที่ดวงตาสีฟ้าที่เคยสดใส ขี้เล่นอยู่เป็นนิจถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นสีฟ้าหม่นราวกับเมฆหมอกบดบัง สุราคงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะสามารถบรรเทาความรู้สึกที่มีอยู่ในตอนนี้ได้กระมัง

เจ้าคงอยากจะถามถึงเรื่องของโอนิกซ์กระมัง!?

เจ้าของดวงตาสีม่วงพยักหน้ารับ ความผิดแปลกที่เกิดขึ้นกับเทกต์ไทต์ย่อมเป็นสิ่งที่เขาอยากรู้เป็นที่สุดและเขาเชื่อแน่ว่า ชื่อของโอนิกซ์น่าจะเป็นต้นเหตุของทุกๆอย่าง แน่ละมันย่อมเกี่ยวพันไปถึงเอเลซซาร์ด้วย ลาพิสแลสซูรีย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะวางแก้วเมรัยที่บัดนี้ว่างเปล่าลงกับโต๊ะ

โอนิกซ์ก็คือเทกต์ไทต์....

หา!!!

คือเทกต์ไทต์ที่สูญเสียเอเมอรัลด์ไป!!!

ดวงหน้าไร้เดียงสามองผู้มีดวงตาเศร้าอย่างเห็นใจ ปมของเรื่องที่เขาอยากรู้กลับทำให้คนผู้นี้ต้องนึกถึงเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดในอดีตเมื่อกว่า 10 ปีก่อนขึ้นมาจนได้

อา เอเมอรัลด์ เทกต์ไทต์เติบโตมาด้วยกัน เราทั้ง 3 หยอกล้อเล่นหัวกันมาตลอดโดยไม่คำนึงถึงยศถาบรรดาศักดิ์ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปความเป็นเพื่อนก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป.....กลายเป็นความรักสามเส้าที่ยากจะตัดใจได้จังหวะการพูดถูกหยุดเพื่อเว้นวรรคให้ของเหลวสีเข้มผ่านลงลำคออีกครั้งด้วยความรู้สึกปวดร้าวพุ่งขึ้นมาอีกครั้งอากับเทกต์ไทต์รู้ดีว่า ผู้หญิงที่เรารักเป็นคนคนเดียวกันนั่นคือ เอเมอรัลด์ อาแท้ๆของเจ้า!!!แลสซูรีย์ยกสุราขึ้นจิบอีกครั้งก่อนจะเล่าต่อ

แต่ทุกคนในราชสำนักพร้อมใจกันให้อาได้หมั้นกับอาของเจ้าเพราะพ่อของอามียศศักดิ์ในราชสันตติวงศ์ ซึ่งถ้าเทียบไปแล้ว อาก็มีศักดิ์เป็นอาเจ้าอย่างที่เจ้ารู้อยู่แล้ว เรื่องครั้งนี้ทำให้อาดีใจเป็นอย่างมาก แต่มันก็นำความเจ็บปวดอย่างหาสิ่งใดมาเทียบไม่ได้สำหรับเทกต์ไทต์เช่นกัน แต่เขาก็เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะยิ้มและอวยพรให้กับอา ทว่าในวันหมั้น ท่านอาเอเมอรัลด์ของเจ้ากลับหายตัวไป เราพยายามค้นหานางทันที เนื่องจากกลัวว่าจะมีผู้ลักพาตัวนางไป กว่าจะตามตัวนางพบก็ใช้เวลาถึง 5 ปี เราถึงได้รู้ว่านางแอบหนีไปแต่งงานและอยู่กินกับพรายเจ้าที่ป่าศักดิ์สิทธิ์นอกเมือง สำหรับตระกูลจ้าวแล้วการรักข้ามเผ่าพันธุ์เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ พ่อของเจ้าจึงสั่งพวกข้ายกทัพไปจับนางกลับคืนมาด้วยการบีบบังคับของเหล่าขุนนางด้วยไม่อาจทนคำครหาได้ แล้วในที่สุดพวกเราก็ตามไปทัน พ่อของเอเลซซาร์ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อป้องกันให้เอเมอรัลด์และลูกหนีไป ทว่าสุดท้ายนางก็ไปไม่รอด....เราตามนางไปทัน แต่ด้วยแมกไม้ของป่ารวมใจกันปิดกั้นทางเราไว้เราจึงเข้าไปใกล้ไม่ได้ หากด้วยพระดำรัสขององค์ไดมอนต์เราจึงไม่อาจถอยกลับ เราจึงต้องตะโกนบอกนางให้เปิดทางไม่อย่างนั้นเราจะเผาป่านั้นเสีย เอเมอรัลด์กลัวว่าจะเป็นอันตรายแก่ลูกชาย นางจึงขอให้ลูกชายคลายมนต์เปิดทางแห่งป่านั้นให้พวกเรา วันนั้นแหละที่เราได้พบเอเลซซาร์เป็นครั้งแรก นัยน์ตาสีเขียวเข้มไร้เดียงสานั้นจ้องมองเราอย่างไม่กลัวเกรง เขายืนนิ่งด้วยกิริยาราวกษัตริย์แห่งป่าอยู่ในวงแขนของผู้เป็นมารดา ทำให้เหล่าทหารหวาดเกรงเป็นอย่างมาก อากับเทกต์ไทต์จึงต้องเข้าไปเชิญเสด็จทั้งคู่กลับวัง แต่แทนที่ทุกคนจะให้อภัย เหล่าขุนนางกลับเสนอให้ประหารทั้งสองคนเสีย อาทูลทัดทานขอให้พ่อของเจ้าไว้ชีวิตอาเจ้าได้ แต่ลูกชายของนางไม่อาจได้รับการยกเว้น เนื่องด้วยโลหิตในกายครึ่งหนึ่งหาใช่พวกเรา!!!ดวงตาสีฟ้าหลับนิ่งไปพักหนึ่งเมื่อนึกถึงภาพในอดีตเมื่อเขานำข่าวร้ายดังกล่าวไปแจ้งแก่เอเมอรัลด์ ใบหน้างามได้รูปนั้นถึงกับถอดสี นางกอดลูกตัวน้อยไว้แน่น หากเด็กน้อยในวงแขนกลับไม่ได้แสดงท่าทางหวั่นเกรงแต่อย่างใด ดวงตาสีเขียวใสยังคงฉายแววไร้เดียงสา เมื่อเห็นผู้มาเยือนก็แย้มยิ้มทักทายราวกับเป็นเรื่องปกติ ตัวเขาในตอนนั้นยังมีทิฐิอยู่มากจึงไม่มีแม้แต่ความคิดที่เอ็นดุเด็กต่างสายโลหิตของชายที่บังอาจแย่งหญิงที่เขารักไปได้ แต่เทกต์ไทต์กลับแสดงปฏิกิริยาตรงกันข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง ด้วยการยื่นมือเข้าไปลูบเส้นผมสีทองของเจ้าตัวน้อยอย่างเอ็นดูในกิริยาที่เด็กคนนั้นพยายามสื่อให้ ซึ่งเมื่อเขาหวนคิดดูอีกที นั่นอาจเป็นจุดกำเนิดของโอนิกซ์ก็เป็นได้

เอเมอรัลด์....เมื่อรู้ข่าวนี้ก็คุกเข่าขอร้องให้พวกเราช่วยลูกของนางโดยให้แลกชีวิตลูกกับของนางเอง ไม่ว่าพวกเราจะทัดทานอย่างไรนางก็ไม่ยอมฟัง ยังคงยืนยันคำเดิม ทำให้ในที่สุดเราก็ต้องทำตามที่นางร้องขอ....น้ำสุราถูกยกขึ้นจิบอีกคำรบด้วยความรู้สึกเจ็บปวดของผู้เล่า

อายังจำได้ดีถึงวันที่น้ำตาของเด็กคนนั้นหลั่งไหลลงมาไม่ขาดสายขณะกอดร่างจมโลหิตของผู้เป็นมารดาไว้แน่น เสียงน้อยๆนั้นแหบพร่าพร่ำเรียกร่างเย็นชืดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างน่าเวทนา หากเป็นตอนนี้อาคงจะยื่นมือไปกอดร่างนั้นไว้แนบอก แต่ในเวลานั้นความชิงชังในสายเลือดของชายอื่นฉุดมืออาเอาไว้ ทว่าเทกต์ไทต์กลับเลือกทำในสิ่งตรงข้ามกับอา เขายื่นมือเข้าช่วยเด็กคนนั้นโดยไม่หวั่นต่อคำครหาและราชอาญาใดๆทำให้เด็กคนนั้นได้ไปอยู่ในความดูแลของเขาตามสิทธิ์นั้น อาได้แต่คิดว่าเป็นความโชคดีของเด็กคนนั้นจนกระทั่งกว่าจะรู้สึกถึงความผิดแปลกของเทกต์ไทต์มันก็สายไปเสียแล้ว!!!เมื่อเทกต์ไทต์เริ่มตีตัวออกห่างพวกเรา และอยู่กับเอเลซซาร์มากขึ้นวันละนานๆ อาได้แต่คิดว่ามือน้อยๆของเอเลซซาร์คงช่วยปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำของเทกต์ไทต์ได้มากกว่าคำพูดปลอบโยนของพวกเรา ทว่าความคิดนั้นของอากลับนำพาความวิปโยคครั้งใหญ่ให้เกิดขึ้นกับเอเลซซาร์จนได้แลสซูรีย์นึกย้อนความถึงในตอนนั้น เอเลซซาร์ตากฝนมาหาเขาตอนกลางดึก เด็กน้อยส่งแววตาเว้าวอนเพื่อขอร้องเขาไม่ให้ส่งตนให้กับเทกต์ไทต์ แต่ด้วยความเพิกเฉยและคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นของเขา ทำให้ในที่สุดโอนิกซ์เติบโตจนกระทั่งตัวตนของเทกต์ไทต์หยุดเอาไว้ไม่ได้

วันนั้น อารู้สึกถึงความผิดแปลกมากกว่าปกติเมื่อเทกต์ไทต์ไม่เข้าประชุมเหล่าเสนาเหมือนดังที่เคย แต่แล้วเมื่ออาเข้าไปในบ้าน อากลับพบความจริงว่าเทกต์ไทต์เปลี่ยนเป็นคนอื่นไปเสียแล้ว เมื่อดวงตาที่เคยใจดีของเขาเปลี่ยนเป็นดวงตามุ่งร้าย ไม่ว่าใครเข้าไปใกล้ก็จะถูกซัดด้วยพลังบาดเจ็บสาหัสกันไปตามๆกัน กว่าที่อาจะใช้มนต์เรียกสติของเทกต์ไทต์กลับมาแล้วช่วยกันผนึกโอนิกซ์เอาไว้ได้ก็ใช้เวลากว่า 2 วัน แล้วถึงได้เข้าไปช่วยเอเลซซาร์ที่อยู่ภายใน แต่แล้วทุกอย่างมันก็สายเกินไป ร่างน้อยๆที่เคยยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับทุกผู้ที่พบเห็น กลับนิ่งงัน ไม่ตอบสนองต่อคำเรียกขานใดๆ ร่างทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลจากการถูกย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่า บาดแผลที่อาปล่อยให้มันเกิดขึ้นจากการเลินเล่อของอาที่ไม่คิดถึงจิตใจของเทกต์ไทต์ให้ถ่องแท้ มันทำร้ายลึกเข้าถึงจิตใจของเด็กคนนั้นจนเกินกว่าที่จะลบล้างได้....ถ้าหากตอนนั้นอารู้สึกตัวสักนิดล่ะก็คงไม่เป็นแบบนี้ ถ้าอาคอยสังเกตและดูแลเด็กคนนั้นอีกนิดล่ะก็ เอเลซซาร์คงไม่ต้องทุกข์ทรมาน....คงจะไม่สูญเสียเสียงไปอย่างตอนนี้ แล้วมาตอนนี้ เพราะความประมาทของอายังทำให้เขาโดนจับไปอีก อา....แลสซูรีย์ซบใบหน้าลงกับฝ่ามือของตนเองอย่างเจ็บปวด ต้นเหตุเรื่องที่เกิดขึ้น เขายอมรับว่าตัวเองก็มีส่วนที่ทำให้เรื่องมันบานปลายมาได้ถึงขั้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนสำคัญของเขาต้องประสบกับความเลวร้ายอย่างที่ไม่อาจลบเลือนได้ แล้วมาจนถึงตอนนี้เขาก็ยังปล่อยให้เด็กคนนั้นต้องกลับไปพบเจอกับความปวดร้าวเช่นเดิมอีก อเมทิสต์มองร่างที่กำลังสั่นเทาด้วยความสำนึกเสียใจของแลสซูรีย์อย่างเจ็บปวดไม่แพ้กัน ตัวเขาเองก็เช่นกันทั้งๆที่อยู่ข้างๆเอเลซซาร์มาโดยตลอดแต่เขาไม่เคยสังเกตเลยว่าในดวงตาสีเขียวที่คอยมองเขาอย่างอบอุ่นและห่วงใยเสมอนั้นได้ซ่อนความเจ็บปวดรวดร้าวเอาไว้ได้ถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำเขายังคอยทำร้ายหัวใจดวงนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสิ่งที่เขากระทำลงไปมาตลอด แต่เอเลซซาร์กลับไม่เคยเลยสักครั้งที่จะว่าเขา กลับพยายามคอยเป็นกำลังใจให้เขา อยู่เคียงข้างเขาเสมอในยามที่เขาไม่มีใคร ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ไม่เคยแอบแฝงอะไร ทว่าในยามที่เอเลซซาร์ลำบากที่สุด เจ็บปวดที่สุดเขากลับเป็นได้แค่เพียงตัวถ่วงแล้วยังทำให้เอเลซซาร์บาดเจ็บจนถูกลักพาไปอยู่แห่งหนใดก็ยังไม่รู้เช่นนี้อีก.....อา...ตัวเขาเองก็ผิดไม่น้อยไปกว่าผู้ที่อยู่ต่อหน้าเขาแม้สักนิดเช่นกัน

ท่านอา....ข้าเชื่อว่าเอเลซซาร์คงเข้าใจดีว่าท่านอาพยายามทำดีที่สุดแล้ว เขาถึงยังให้ความสนิทสนมกับท่านอาเสมอมา เพราะฉะนั้นท่านอาอย่าโทษตัวเองเลยครับแลสซูรีย์ค่อยๆเงยใบหน้าขึ้นมามองดวงหน้าอ่อนเยาว์กว่าอย่างทึ่งๆ เขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือข้างหนึ่งไปแตะใบหน้าของผู้เข้ามาปลอบอย่างแผ่วเบา

บางทีอาก็คิดอยากได้ดวงตาสีม่วงอย่างเจ้านะ สีที่ผสมระหว่างสีน้ำเงินแห่งความเศร้าและสีชมพูแห่งความสุขไว้ด้วยกัน อาจะได้มองเห็นทั้งความสุขและความเศร้าของเด็กคนนั้นได้ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วช่วยผ่อนคลายมันลงไปได้ แต่เพราะอามีเพียงดวงตาสีฟ้า สีที่กางกั้นให้อามองเห็นแต่ความสุขสดใส เพราะงั้นอาถึงมองไม่เห็นความเศร้าของเด็กคนนั้น ทั้งๆที่ถ้าอารู้อาจะได้ปกป้องเขาไว้ได้ ทุกอย่างมันคงไม่เป็นเช่นนี้ ใช่ไหม....ศิลาพรายตัวน้อยของข้า เอเลซซาร์ ข้าขอโทษ....ขอโทษ....หยาดน้ำตาใสๆหยาดล้นดวงตาสีฟ้าออกมาอย่างสุดกลั้น สิ่งสำคัญหลุดออกจากมือไปแล้ว เขาปกป้องไว้ไม่ได้อีกแล้ว เขาไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเขาเองได้...แต่กลับปล่อยให้เด็กคนนั้นไปเผชิญอันตรายอีกหน เอเลซซาร์....ข้าขอโทษ

อเมทิสต์มองผู้เป็นอาอย่างสะเทือนใจไม่แพ้กัน เพราะเขาเองกว่าจะรู้ว่าเอเลซซาร์มีค่าสำหรับเขาแค่ไหนก็ต้องรอมาถึงตอนนี้ ตอนที่ไม่มีเจ้าของดวงตาสีเขียวอันอบอุ่นคอยอยู่เคียงข้างกายเขา เขาถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เขาได้รับจากเอเลซซาร์นั้นมากมายเพียงใด....หยาดน้ำใสเริ่มเอ่อท้นดวงตาสีม่วงคู่สวยของเขาก่อนที่จะร่วงหล่นลงช้าๆแทนความคิดคำนึงถึงคนผู้นั้นด้วยหัวใจ


edit @ 2006/05/06 14:53:50
edit @ 2006/05/06 14:55:39

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet