silence love

posted on 01 May 2006 00:34 by arshura09  in silence

เรื่องนี้แต่งไว้นานแล้วค่ะ เป็นตอนพิเสาของเรื่องยาวที่กำลังเขียนอยู่ ถ้าใครอ่านแล้วชอบก็ช่วยอ่านเรื่องยาวต่อด้วยนะคะ แล้วก็ช่วยคอมเมนท์ด้วยเพราะคงจะยังไม่ดีเท่าไหร่นัก เป็นงานเขียนของมือสมัครเล่นล้วนๆเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่เข้ามาอ่านกัน

Silence love

 

วันนี้เป็นอีกวันที่ชีวิตดำเนินไปอย่างไร้จุดหมาย เด็กชายยังคงนั่งนิ่ง เส้นผมสีทองราวเส้นไหมทองคำถูกสายลมพัดพริ้วไปมาภายในป่าร่มรื่น

ดวงตาสีเขียวเข้มกะพริบขึ้นลงอย่างช้าๆ ไร้เสียงจำนรรจาออกมาจากริมฝีปากบางได้รูปนั้น เด็กชายขยับตัวเล็กน้อยเพื่อขจัดความเมื่อยขบ หันมองไปรอบๆตัวแมกไม้ภายในป่าที่ถูกลมเอื่อยพัดพริ้วส่งกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์มาต้องจมูก

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อสูดมันเข้าไปให้เต็มปอด คว้าใบไม้ 1 ใบขึ้นมาเป่าเพลงที่พ่อเขาเคยพร่ำสอน มันเป็นเพลง ปลอบขวัญผืนป่าพ่อเคยบอกอย่างนั้น เขาจึงชอบที่เป่ามันให้กับตัวเองเพื่อปลอบขวัญตัวเขาเองอย่างที่เคยเป็น

เขาชอบป่านี้มากแม้มันจะเล็กไม่เหมือนป่าใหญ่ที่พ่อแม่และเขาเคยอยู่ด้วยกันแต่สำหรับเขามันเป็นที่เดียวที่เขาจะพักใจได้เพราะอย่างนั้นทุกเวลาว่างเขาจะมานั่งอยู่ที่นี่ หลังจากที่ฝึกวิชากับอาจารย์เทกต์ไทต์แล้ว.

ดวงตาสีเขียวหม่นลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงชื่อนี้ เขารู้สึกผิดทุกครั้งที่เห็นเทกต์ไทต์ทำท่าระแวดระวังที่จะไม่สัมผัสตัวเขา เขารู้ว่าอาจารย์ยังรู้สึกผิดกับเรื่องที่ผ่านมามากมายแม้การกระทำอันหยาบช้าบนตัวเขานั้นจะเป็นฝีมือของอีกร่างหนึ่งไม่ใช่ตัวอาจารย์เองก็ตาม แต่อาจารย์ก็ยังไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้

เมื่อใดหนอที่ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม เมื่อใดหนอ....

 

"โอ้โห เพลงเพราะจังเลยสอนข้าบ้างสิ"

เด็กชายสะดุ้งเมื่อมีเสียงเล็กๆดังมาจากด้านข้างตัว พอหันไปมองก็เห็นดวงตาสีม่วงกลมโตใสกระจ่างจ้องมองเขาอยู่ด้วยระยะห่างไม่กี่เมตร เขาจ้องตอบอย่างงุนงงแต่ไหนแต่ไรมาแม้จะได้ยินเสียงเพลงก็ไม่มีใครจะมาฟังเพลงนี้ใกล้ๆตัวเขาได้ถึงเพียงนี้

เพราะป่าจะต้องทำเสียงให้เขารู้ตัวเสียก่อนเสมอ แต่เด็กคนนี้สามารถฝ่า ปราการเข้ามาได้

เด็กคนนี้เป็นใครกัน!?

 

"ข้าไปนั่งใกล้ๆเจ้าได้ไหม"

เสียงใสๆยังคงเจื้อยแจ้ว ดูจากขนาดตัวยังไงๆเด็กคนนี้ก็คงไม่เกิน 5-6 ขวบ เครื่องแต่งกายที่สวมมาบอกเขาได้ว่าเจ้าเด็กช่างพูดคนนี้เป็นลูกผู้ดีมีตระกูลสูงไม่น้อย ลูกใครกันหนอปล่อยให้มาเล่นไกลถึงนี่เชียว

 

"เจ้าไม่ตอบงั้นข้าเข้าไปล่ะนะ ถือว่าเจ้าอนุญาตแล้วนะ"

นั่นปะไรเด็กๆนี่ชอบทึกทักอะไรเอาเองซะเรื่อย พูดไม่พูดซะปล่าวเจ้าเด็กเจ้าปัญหาคนนี้ยังถือวิสาสะเข้ามานั่งใกล้ๆกับเขาแล้วด้วย

 

"เป่าต่อสิ เพราะมากเลยข้าอยากฟังอีก นะนะ"

เด็กชายถอนหายใจอย่างเบื่อๆ เขาไม่ค่อยถูกโรคกับเด็กนักอาจเป็นเพราะเขายังเด็กอยู่ก็ได้ แต่ดวงตาไร้เดียงสาสีม่วงใสของเด็กคนนี้เขาว่าคงไม่ใช่แค่เขาที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ริมฝีปากสวยเริ่มบรรเลงเพลงใบไม้ขึ้นอีกครั้ง ท่วงทำนองเรียบง่ายแต่ซาบซึ้งไปทั่วจิตใจของคน เรื่อยๆเหมือนสายลม ฉ่ำเย็นดุจสายน้ำ ป่าทั้งป่าพริ้วไหวต้องสายลมราวกับจะตอบรับสุรเสียงนั้น

บรรยากาศนั้นผ่านไปนานไปเท่าใดก็ไม่รู้กว่าดวงตาสีเขียวจะกะพริบขึ้นมาแล้วพบว่าร่างบางๆของเด็กน้อยหลับพริ้มอยู่บนตักเขา รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นที่มุมปากเล็กๆสีชมพูสวยบ่งบอกถึงความรู้สึกสงบอันแสนสุขปล่อยให้คนสูงวัยกว่าจ้องมองดูด้วยใบหน้าปั้นยาก

งงงันทว่าก็ไม่กล้าผลักไสร่างน้อยๆนั้นออก กริยาของเจ้าเด็กน้อยที่มารบกวนเวลาส่วนตัวไม่ได้ทำให้เขารำคาญแม้แต่น้อย แต่กลับเพิ่มพูนความน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำเขาลูบผมสีเงินนิ่มมือที่ไล้อยู่บนตักเบาๆก่อนจะเป่าเพลงต่อไปจนกระทั่งเย็นย่ำไม่รู้ตัว

ร่างน้อยๆเริ่มลุกขึ้นมาขยับตัวบิดขี้เกียจไปมา ดวงตาสีม่วงกะพริบถี่ๆมองร่างตรงหน้าอยู่พักนึง ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้

 

"ขอบคุณนะ เพราะวันนี้ได้เจอเจ้าข้าก็เลยได้หลับสบายไม่เบื่อเลย เพลงของเจ้าเพราะมากเลยแล้วพรุ่งนี้ข้าจะมาฟังอีกนะ"

พูดจบร่างน้อยๆก็ดันตัวขึ้นหอมแก้มเขาเบาๆแทนรางวัลก่อนจะวิ่งออกไปตามทางที่เข้ามา เด็กชายทั้งอึ้งทั้งงงงัน ลูบรอยจุมพิตด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้นเบาๆยิ้มและหัวเราะเบาๆให้กับตัวเอง เขาที่ไม่เคยหัวเราะมาเป็นเวลาถึง 3 ปีเต็มกับต้องเสียท่าให้กับเด็กที่อายุน้อยกว่าเขาถึง 4 ปีหรือนี่ ช่างเถอะอย่างน้อยวันนี้ชีวิตเขาก็มีความสุขมากกว่าทุกวัน.

 

"กลับซะค่ำเชียวนะเอเลซซาร์"

เสียงลาพิส แลสซูรีย์ร้องทักเป็นคำแรกเมื่อเขาเข้าบ้าน รายนี้ก็มาเป็นแขกประจำอยู่แล้วเขาก็ไม่ได้แปลกใจ เขารู้ว่าอาจารย์เชิญแขกที่เขาไม่ได้รับเชิญมานี้ด้วยเหตุอะไร

รู้ดีด้วยว่าอาจารย์ยังระแวง ตัวตนอีกคนอยู่ตลอดเวลา....

เขาหันไปมองเจ้าของดวงตาสีดำสนิทที่มองมาทางเขาด้วยแววตาเศร้าๆก่อนจะโค้งคำนับให้อย่างนอบน้อมแล้วเดินเข้าห้องตัวเองเงียบๆ

 

"เจ้ากับเอเลซซาร์ยังไม่ดีกันอีกหรือ"

เจ้าของเส้นผมสีฟ้าอ่อนถามขึ้นเบาๆเมื่อร่างบางลับสายตา เจ้าของนาม เทกต์ไทต์พยักหน้าช้าๆเป็นเชิงตอบรับก่อนจะเดินมาทรุดลงนั่งเก้าอี้ใกล้ๆนั้นอย่างอ่อนแรง

 

"ข้ากลัวกลัวว่าถ้าข้าเข้าใกล้เด็กคนนั้นอีก เจ้านั่นจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง แล้วข้าอาจจะหยุดมันไม่ได้ก็เป็นได้"

เจ้าของคำพูดกัดฟันกรอดซบหน้าลงกับฝ่ามือที่กุมไว้ด้วยมืออันสั่นเทาแลสซูรีย์มองเพื่อนรักอย่างเห็นใจก่อนจะวางมือของตนลงบนไหล่อันห่อเหี่ยวนั้นแล้วกดไว้เป็นเชิงให้กำลังใจ

 

"เชื่อข้าสิว่าเจ้าต้องทำได้แน่"

 

ดวงตาสีดำมันขลับมองหน้าเพื่อนรักนิ่งงันก่อนจะพยักหน้าช้าๆ แลสซูรีย์ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปทางห้องที่พึ่งถูกปิดสนิทเมื่อครู่อย่างเป็นห่วงร่างน้อยๆนั้นด้วยหัวใจเจ็บปวดไม่แพ้เพื่อนเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ

เขาเองก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบที่ปล่อยให้เรื่องเลวร้ายนั้นเกิดขึ้นเช่นกัน หากเป็นไปได้เขาก็ขอปกป้องลูกศิษย์ของเพื่อนรักด้วยชีวิตของเขาเองสมดังที่เขาได้สัญญากับแม่ของเด็กคนนั้นคนที่เขารักสุดหัวใจเอาไว้เมื่อตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่.

.................................. 

 

"มาแล้วหรือเอเลซซาร์ข้ารอเจ้าอยู่พอดี"

ร่างสูงในผ้าคลุมดำสนิทเข้ากับสีตาพูดกับผู้ที่เดินเข้ามาใกล้โดยไม่ได้หันมามอง เอเลซซาร์จ้องมองเส้นผมยาวสยายสีดำมันขลับที่ไล้อยู่ด้านหลังของผู้เป็นอาจารย์นิ่ง

เส้นผมนี้เขาเคยใช้เป็นหมอนหนุนนอนหลายต่อหลายครั้งพร้อมอ้อมแขนของอาจารย์จะประคองเขาไว้ให้ศีรษะของเขาได้อิงไหล่กว้างนั้นหลับไหล แต่หลังจาก เหตุการณ์นั้นผ่านไป แม้แต่จะเข้าใกล้อาจารย์เขายังไม่มีโอกาส

 

"วันนี้ข้าจะแนะนำเจ้าให้รู้จักศิษย์อีกคนของข้า อเมทิสต์มานี่สิ"

 

เจ้าตัวจ้อยเดินออกมาจากผ้าคลุมของอาจารย์เขา ดวงตาสีม่วงเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะกระโดดตัวลอยคว้าคอเขาไว้ น้ำหนักตัวเหนี่ยวรั้งจนร่างเขาเสียหลักล้มลงไปโดยมีเด็กเจ้ากรรมทับอยู่ด้านบน ร่างน้อยหัวเราะคิกคัก ส่งเสียงแจ้วๆด้วยความดีใจที่ได้เห็นเขา

 

"ได้เจอเจ้าอีกแล้วดีใจจัง วันนี้เป่าเพลงใบไม้ให้ข้าฟังอีกนะ"

เอเลซซาร์ค่อยๆหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง ดันร่างอ่อนเยาว์กว่าให้ลุกขึ้นเพราะทานน้ำหนักไม่ไหว เจ้าตัวเล็กยังคงกอดเขาแน่นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบยิ้มหัวเราะร่า ทำให้เขาโกรธไม่ลง จึงคว้าร่างนั้นมากอดเล่นเจ้าของร่างดิ้นรนนิดๆก่อนจะกอดเขาตอบอย่างยินดี ช่างไร้เดียงสาและน่ารักเสียนี่กระไร

เทกต์ไทต์มองร่างยิ้มบางๆที่มุมปากของเอเลซซาร์ด้วยแววตาอบอุ่น เขาคงคิดถูกที่รับเจ้าชายน้อยองค์นี้มา เพราะคงมีเพียงความบริสุทธิ์ของเด็กเท่านั้นที่จะกร่อนก้อนน้ำแข็งภายในใจเอเลซซาร์ได้

 

"นั่นคือเจ้าชายอเมทิสต์ ยุวราชองค์ที่ 2 แห่งอาณาจักรองค์นี้ น้องชายขององค์ชายโทปาซเพื่อนเรียนของเจ้าไง"

เอเลซซาร์จ้องดวงตาสีม่วงนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา เจ้าจอมซนตัวน้อยนี่เป็นถึงเจ้าชายแถมเป็นถึงอนุชาแห่งองค์โทปาซที่ชาญฉลาด เอแต่มองดีๆก็คล้ายกันอยู่มากทีเดียว

 

"ถ้าเล่นกันพอแล้วก็มาฝึกกันเถอะ"

 

นับแต่นั้นเจ้าเด็กที่ทำให้เขาอารมณ์ดีเป็นครั้งแรกก็กลายมาเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับเขา ความไร้เดียงสาและซุ่มซ่ามทำให้เขาแอบยิ้มหลายต่อหลายครั้ง.แต่ทุกครั้งที่ฝึกเสร็จความหมางเมินของอาจารย์ต่อเขาก็ทำให้เขากัดฟันข่มความอึดอัดไว้เสมอ ความเหนื่อยในหัวใจคงแสดงออกมาทางดวงตาจนเจ้าตัวน้อยข้างตัวสังเกตเห็น

 

"เจ้ากับอาจารย์โกรธกันเหรอ"

ดวงตาสีม่วงจ้องเป๋งมาที่เขาอย่างค้นหาคำตอบ เมื่อหลบมาพักที่ป่าดังเช่นเคย คิ้วสวยได้รูปขมวดเข้าหากันมองกลับดวงตาสีม่วงกลมโตนั้นอย่างเอาเรื่อง แต่เจ้าตัวน้อยก็ไม่มีทีท่าจะกลัวเขา

 

"ถ้ามีเรื่องอะไรกันก็คุยกันสิ โกรธกันมันไม่ดีนะ"

คนถามทำปากเบ้เมื่อเห็นร่างสูงกว่าหันหลังใส่

 

"แค่นี้ก็โกรธ คนอะไรงอนง่ายจังยังกะเด็ก ยังงี้สิถึงได้โดนอาจารย์เทกต์ไทต์โกรธไงล่ะ!!!"

 

เอเลซซาร์ชำเลืองมาทำตาขวางดุเด็กน้อยที่พยายามจะมายุ่งเรื่องของเขาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว แม้เขาจะเข้าใจว่าเด็กน้อยไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่เขาก็เกลียดการที่มีใครมาว่าเขาทั้งๆที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลยเช่นนี้เป็นที่สุด จึงผุดลุกหนีไปโดยไม่ได้ยินเสียงเจ้าตัวยุ่งร้องตาม

 

"เดี๋ยวเอเลซซาร์จะไปไหนน่ะ รีบกลับมานะข้าจะรอฟังเจ้าเป่าใบไม้อีก "

 

เมื่อหลบออกมาจากป่า ก็พบแลสซูรีย์เข้าพอดี ใบหน้าสวยสง่าหันมาเห็นเขาเข้าพอดีจึงเชิญเขาไปร่วมงานน้ำชาที่บ้าน ไม่ทันที่เขาจะปฏิเสธเพราะรู้ฤทธิ์เจ้าของบ้านดี ก็โดนลากไปที่บ้านนั้นเสียแล้ว

 

"ดื่มชากับขนมให้ใจเย็นก่อน เจ้าทำหน้าบอกบุญไม่รับมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ"

แลสซูรีย์ยื่นจานขนมให้ร่างตรงหน้าที่กำลังปั้นปึ่งใส่เขาด้วยความไม่พอใจอย่างอารมณ์ดี

 

"มีเรื่องอะไรมาอีกล่ะ รึว่าเรื่องเจ้ากับเทกต์ไทต์อีกแล้ว นี่เจ้ายังไม่ดีกันอีกรึ!?"

ดวงตาสีเขียวจ้องกลับมาที่ร่างตรงหน้าอย่างโมโห เอาอีกแล้ว ไม่ว่าคนไหนๆก็ช่างอยากจะลุ้นให้พวกเขาดีกัน แล้วไงล่ะ เรื่องมันง่ายอย่างนั้นซะที่ไหน

 

"เอเลซซาร์เจ้าลองมองดูชาของแก้วเจ้าสิเห็นอะไรไหม"

ร่างเยาว์วัยกว่ามองกลับมายังคนบอกอย่างงุนงงแกมหวาดระแวงว่าจะถูกแกล้งเหมือนดังเคยมา

 

"เห็นน้ำตาลที่เจ้าไม่ยอมคนไหม มันยังคงนอนก้นอยู่ใช่ไหม.เด็กชายพยักหน้าเมื่อเห็นตามนั้น ดวงตาสีเขียวใสมองมายังผู้สูงวัยกว่าอย่างฉงน

 

ถ้าหากเจ้าไม่ยอมคนมันต่อไปกว่ามันจะละลายก็ช้าใช่ไหม"

ศีรษะที่ไร้เดียงสาพยักลงตามเขาคำพูดอีกครั้ง ทำให้แลสซูรีย์แอบยิ้มมุมปากอย่างเอ็นดู

 

"แล้วถ้าหากถึงเจ้าจะคนมัน แต่น้ำชาที่อยู่ในแก้วไม่ร้อนเสียแล้ว มันก็ละลายช้าอยู่ดีจริงไหม"

ดวงตาสีเขียวใสกะพริบพร้อมพยักหน้าอีกครั้งอย่างเห็นด้วย รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นที่มุมปากของเจ้าของคำพูดอีกครั้ง

 

"ก็เหมือนเจ้ากับเทกต์ไทต์ เจ้าเป็นน้ำตาล ส่วนเทกต์ไทต์เป็นน้ำ ถ้าน้ำตาลอย่างเจ้าไม่ยอมละลายไปกับน้ำ หรือเทกต์ไทต์เป็นน้ำที่เย็นชืดไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่อาจเข้ากันได้

เอเลซซาร์เจ้าอยากเป็นน้ำตาลที่ไม่ละลายในน้ำหรือปล่าวล่ะ"

ร่างน้อยๆสั่นศีรษะ แววตาหม่นลง เขาไม่เคยเกลียดอาจารย์แม้ ร่างๆนั้นจะเคยทำให้ร่างทั้งร่างเขาแปดเปื้อน เจ็บปวดรวดร้าวใจขนาดไหน แต่ท้ายที่สุดเขาไม่สามารถเกลียดอาจารย์ที่เป็นคนแรกที่ฉุดมือเขาขึ้นมาจากนรกแห่งจิตใจยามสูญเสียมารดาได้

 

"ถ้าอย่างนั้นก็ดีกันซะเถอะ เปิดใจให้กันอีกครั้ง ก่อนที่พวกเจ้าจะมองหน้ากันไม่ติดนะ "

 

หยดน้ำตาเม็ดเล็กๆไหลอาบแก้มใสนั้นเงียบๆเมื่อมืออันอบอุ่นของแลสซูรีย์เอื้อมมากอดร่างนั้นไว้แนบอก ความสับสนมักทำให้คนอ่อนแอได้เสมอ ประสาอะไรกับเด็กอายุเพียง 10 ขวบเท่านี้จะทนไหวได้อย่างไร

เขาภาวนาเมื่อพบว่าร่างนั้นยังสะอื้นไห้อย่างไร้เสียง หากวอนขอได้ เขาขอ...ขอให้เรื่องทุกอย่างจบลงไปโดยเร็ว เขาไม่ต้องการให้ร่างน้อยๆนี้ต้องเศร้าอีกแล้ว..

 

(จบตอน 1)


edit @ 2006/05/01 00:49:44


edit @ 2006/05/01 00:50:48
edit @ 2006/05/19 18:53:13

edit @ 2006/05/19 18:56:07
edit @ 2007/05/03 20:27:53

edit @ 13 May 2008 23:30:49 by เบ๊นซ์

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ฮ่วย
จบอีกและ
ไม่รู้แหล่ะ
หาอ่านต่อไปก่อน

#1 By mooh_mic (158.108.105.169) on 2008-01-08 18:00